 |
ในศตวรรษที่
6 ก่อน ค.ศ.
มีเหตุการณ์สำคัญอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นมาในอนุทวีปอินเดีย
เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ
คือชาวเปอร์เซียหรือชาวอิหร่านเข้ามามีอิทธิพลในแคว้นสินธ์
(Sindh)
ชาวอิหร่านเรียกชาว
อารยันซึ่งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ
(Sindhu) ว่าชาวฮินดู (Hindus
หรือ Indus)
และเรียกศาสนาของชาวอารยัน
(ศาสนาพราหมณ์)
ในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุว่าศาสนาของชาวฮินดู
หรือเรียกสั้นๆว่าศาสนาฮินดู
ด้วยเหตุนี้ชาวอารยันจึงกลายเป็นชาวฮินดู |
ู
และนับถือศาสนาฮินดูนับตั้งแต่นั้นมา
โดยชาวเปอร์เซียเป็นผู้ตั้งชื่อให้
เหตุการณ์ตอนนี้ทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า
การที่ศาสนาพราหมณ์เปลี่ยนชื่อมาเป็นศาสนาฮินดู
เพราะอิทธิพลของศาสนาเซนและศาสนาพุทธ
ซึ่งเกิดขึ่นมาเพื่อปฏิรูปแนวความคิดทางศาสนาของชาวอรยันในอินเดียในขณะนั้น
หรือไม่ก็เข้าใจว่าศาสนาฮินดูวิวัฒนาการมาจากศาสนาพราหมณ์
สำหรับสำนักความคิด
ของกลุ่มไม่เกี่ยวข้องกับแนวความคิดทางศาสนาพราหมณ์
ปรากฏว่ากลุ่มนี้มีแนวความคิดตรงกับกลุ่มที่
2 และกลุ่มที่ 3
ของกลุ่มนักคิดสายศาสนาพราหมณ์เช่นพวกสสารนิยม
(Matterialist)
กลุ่มนี้ใช้เหตุผลในการพัฒนาทฤษฎีความรุ้และแพร่ทัศนคติด้วยการใช้เหตุผล
นอกจากนี้ก็มีกลุ่มวิมัตินิยม
(Scepticsm-ความไม่เชื่อและมีความสงสัย)
กลุ่มนี้ใช้เหตุผลเป็นหลักในการตั้งความสงสัย
ยกเว้นสำนักสัญชัย
สำหรับกลุ่มปรัชญาอชีวากะ
กลุ่มนี้มีแนวคิดผสมผสานกล่าวคือ
เป็นกุล่มอภิปรัชญาเหตุผลนิยมกับเป็นนักวาทวิจารณ์
ผสมสสารนิยม
นอกจากนั้นก็มีกลุ่มผู้นับถือสาสนาเชน
หรืออย่างน้อยที่สุดผู้นำของศาสนาเชนซึ่งจัดเป็นกลุ่มได้ความรู้ด้วยตนเองโดยตรง
ในขณะใช้เหตุผลในเชิงวาทวิจารณ์
(Dialectic)
ดังนั้น
ถ้าจัดแนวความคิดของพวกปรัชญาเมธีทั้งหมดในยุคก่อนพุทธกาลจะแบ่งออกได้เป็น
3 กลุ่ม
เมื่อจัดแบ่งตามทฤษฎีแห่งการแสงหาความรู้
หรือการแสงหาสัจจธรรมของสำนักนั้นๆ
ซึ่งจะได้แก่
กลุ่มจารีตนิยม
(Traditionist)
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มได้ความรู้ทั้งหมดมาจากความเชื่อในคัมภีร์พระเวท
รวมทั้งการแบ่งความหมายจากคัมภีร์พระเวท
กลุ่มจารีตนิยมที่นับว่าสำคัญได้แก่
พวกพราหมณ์ผู้ซึ่งยึดมั่นในคัมภีร์พระเวทว่าเป็นขุมแห่งความรู้สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์
กลุ่มเหตุผลนิยม
(Rationalist)
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแสวงหาความรู้และได้ความรู้มาจากการใช้เหตุผลและการเก็งความเป็นจริง
โดยมิได้อ้างเป็นความรู้ได้มาจากสัญชานพิเศษ
(คือความรู้ประเภทได้มาจากการบำเพ็ญญาณ)
แต่ประการใดกลุ่มนักอภิปรัชญา
อุปนิษัทยุคแรก
กลุ่มวิมัตินิยม (Sceptic)
กลุ่มสสารนิยม
และ กลุ่มปรัชญา
อชีวากะ
จัดอยู่ในกลุ่มนี้
กลุ่มประสบการณ์นิยม
(Experientialists)
กลุ่มนี้มีความเห็นว่าความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ด้วยตนเองรวมทั้งความรู้ที่ได้มาจากสัญชานพิเศษ
(ความรู้ที่เกิดจากการบำเพ็ญญาณ)
เป็นความรู้ที่แท้จริง
นักคิดนักปรัชญาจำนวนมากในสมัยอุปนิษัทยุคปลาย
นักปรัชญาสำนักอาชีวากะและเชนศาสนิกชนบางกลุ่มจัดอยู่กลุ่มประสบการณ์นิยม
สำนักนักสสารนิยม
ถ้าหารยึดมั่นในเชิงประสบการณ์นิยมและไม่ปฏิเสธความรู้ที่ได้มาจากสัญชานพิเศษ
(ความรู้ที่ได้จากการเข้าสมาธิ)
ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประสบการณ์นิยมด้วย
อย่างไรก็ดีการแบ่งประเภทสำนักความคิดก่อนยุคพระพุทธเจ้าออกเป็น
3 สำนักดังกล่าวนี้
มิได้เป็น
การแบ่งแยกกันโดยเด็ดขาดระหว่างแต่ละกลุ่ม
เพราะแต่ละสำนักหรือแต่ละกลุ่มคงมีแนวความคิด
ของสำนักอื่นปะปนด้วย
อาทิเช่น
กลุ่มจารีตนิยม
ไม่ปฏิเสธการใช้เหตุผล
กลุ่มเหตุผลนิยม
ในยุคอุปนิษัทยุคต้นก็มิได้ทิ้งคัมภีร์พระเวททั้งหมดแม้ว่ากลุ่มสสารนิยม
จะไดทิ้งคัมภีร์พระเวท
ไปแล้วก็ตาม
กลุ่มอาชีวากะ
กลุ่มผู้นับถือศาสนาเชน
กลุ่มประสบการณ์นิยม
สมัยพระเวทยุคต้นและยุคปลาย
คงยึดมั่นในคัมภีร์ของตนว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เป็นที่รวมของความรู้ทั้งปวงให้ความนับถือพระเวท
ไม่มากนัก
แต่การที่แบ่งสำนักความคิดออกเป็น
3
กลุ่มใหญ่ดังกล่าว
เป็นการแบ่งตามสาระสำคัญหรือเป็นการแบ่งวิธีการที่แต่ละกลุ่มโดยส่วนใหญ่ยึดมั่นในที่มาของความรู
้
หรือวิถีทางของการแสวงหาความรู้
ปัญหาที่น่าในใจยิ่งก็คือ
แนวความคิดในพุทธศาสนา
เป็นแนวความรู้จัดอยู่ในกลุ่มใด
และพระพุทธเจ้าทรงยึดมั่นใจวิถีทางใดในการเสาะแสวงหาสัจจธรรม
ในขณะที่สังคมของอินเดียมีแนวความคิดแบ่งออกได้เป็น
3 สำนัก
เรื่องนี้มีข้อความตอนหนึ่งในสังฆวะสูตร
นำมาใช้อธิบายปัญหานี้ในสังฆรวะสูตร
มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า
พระพุทธเจ้าทรงสนทนากับพราหมณ์ผู้หนึ่ง
ซึ่งถามพระพุทธเจ้า
มีฤาษีและพราหมณ์บางคนยอมรับหลักสำคัญของศาสนา
(อธิพรหมจรรย์)
เมื่อมองเห็นความจริงสูงสุด
(ปรมัตถ์สัจจะ)
ในชีวิตนี้ของหลักการในศาสนานั้นๆ
แล้ว
ข้าแต่พระโคตะมะที่เคารพพระองค์ท่านทรงยอมรับหลักสำคัญของศาสนาในประการใด?
พระพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์ผู้นั้นว่า
"ผู้ที่ยอมรับหลักการสำคัญในศาสนาเมื่อมองเห็นปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้แล้วมีอยู่หลายพวก
มีฤาษีและพราหมณ์พวกจารีตนิยม
(อนุสสะวิชา) เช่น
พวกยึดมั่นในคัมภีร์พระเวท
มีฤาษีและพราหมณ์ผู้ซึ่งยอมรับหลักการสำคัญของศาสนาเมื่อมองเห็นปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้แล้ว
มีแต่ความเชื่อประการเดียว
เช่น
พวกนักอภิปรัชญา
มีฤาษำละพราหมณ์บางคนผู้ซึ่งยอมรับหลักการสำคัญทางศาสนาเมื่อมองเห็นปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้แล้ว
ได้ความรู้ชั้นสูงด้วยตนเอง
(สะมังเยวะ)
ของหลักคำสอน (ธัมมัง)
ที่ไม่มีใครสอนมาก่อน
ตฤาคธเองเป็นผู้หนึ่งที่ยอรับหลักการสำคัญในศาสนา
ภายหลังที่ไดพบปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้
โดยการบรรลุถึงความรู้ชั้นสูงด้วยตนเอง
ของหลักธรรมซึ่งไม่มีผู้ใดสอนมาก่อน"
จากข้อความตอนหนึ่งในสังฆรวะสูตรที่ยกมากล่าวนี้
แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงแบ่งวิถีทางในการแสวงหาความรู้หรือสัจจธรรมในยุคก่อนพระองค์
และในยุคของพระองค์ว่ามีอยู่
3 สำนักด้วยกัน คือ
1.กลุ่มจารีตนิยม
2.กลุ่มนักเหตุผลนิยมและนักอภิปรัชญา
3.กลุ่มนักประสบการณ์นิยม
กลุ่มนักประสบการณ์นิยมเป็นกลุ่มสำคัญ
เป็นกลุ่มมุ่งเสาะแสวงหาความรู้ชั้นสูงด้วยการปฏิบัติจนบรรลุ
ถึงปรมัตถ์สัจจะด้วยตนเอง
และพระพุทธเจ้าทรงยอมรับว่า
พระองค์เป็นผู้หนึ่งในกลุ่ม
นักประสบการณ์นิยมซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงค้นหาหลักคำสอนทางศาสนาด้วยพระองค์เอง
จากการเข้าญาณสมาบัติตามหลักการของกลุ่มนักประสบการณ์นิยม
|