Make your own free website on Tripod.com

 
 
ศาสนาพุทธ
ศาสดา
คัมภีร์
หลักคำสอนที่สำคัญ
พิธีกรรม
จุดหมายสูงสุด
นิกายสำคัญ
สัญสักษณ์

 


ศาสนาพุทธ


ในศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. มีเหตุการณ์สำคัญอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นมาในอนุทวีปอินเดีย เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ คือชาวเปอร์เซียหรือชาวอิหร่านเข้ามามีอิทธิพลในแคว้นสินธ์ (Sindh) ชาวอิหร่านเรียกชาว อารยันซึ่งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ (Sindhu) ว่าชาวฮินดู (Hindus หรือ Indus) และเรียกศาสนาของชาวอารยัน (ศาสนาพราหมณ์) ในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุว่าศาสนาของชาวฮินดู หรือเรียกสั้นๆว่าศาสนาฮินดู ด้วยเหตุนี้ชาวอารยันจึงกลายเป็นชาวฮินดู

ู และนับถือศาสนาฮินดูนับตั้งแต่นั้นมา โดยชาวเปอร์เซียเป็นผู้ตั้งชื่อให้

เหตุการณ์ตอนนี้ทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า การที่ศาสนาพราหมณ์เปลี่ยนชื่อมาเป็นศาสนาฮินดู เพราะอิทธิพลของศาสนาเซนและศาสนาพุทธ ซึ่งเกิดขึ่นมาเพื่อปฏิรูปแนวความคิดทางศาสนาของชาวอรยันในอินเดียในขณะนั้น หรือไม่ก็เข้าใจว่าศาสนาฮินดูวิวัฒนาการมาจากศาสนาพราหมณ์

สำหรับสำนักความคิด ของกลุ่มไม่เกี่ยวข้องกับแนวความคิดทางศาสนาพราหมณ์ ปรากฏว่ากลุ่มนี้มีแนวความคิดตรงกับกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ของกลุ่มนักคิดสายศาสนาพราหมณ์เช่นพวกสสารนิยม (Matterialist) กลุ่มนี้ใช้เหตุผลในการพัฒนาทฤษฎีความรุ้และแพร่ทัศนคติด้วยการใช้เหตุผล นอกจากนี้ก็มีกลุ่มวิมัตินิยม (Scepticsm-ความไม่เชื่อและมีความสงสัย) กลุ่มนี้ใช้เหตุผลเป็นหลักในการตั้งความสงสัย ยกเว้นสำนักสัญชัย สำหรับกลุ่มปรัชญาอชีวากะ กลุ่มนี้มีแนวคิดผสมผสานกล่าวคือ เป็นกุล่มอภิปรัชญาเหตุผลนิยมกับเป็นนักวาทวิจารณ์ ผสมสสารนิยม นอกจากนั้นก็มีกลุ่มผู้นับถือสาสนาเชน หรืออย่างน้อยที่สุดผู้นำของศาสนาเชนซึ่งจัดเป็นกลุ่มได้ความรู้ด้วยตนเองโดยตรง ในขณะใช้เหตุผลในเชิงวาทวิจารณ์ (Dialectic)

ดังนั้น ถ้าจัดแนวความคิดของพวกปรัชญาเมธีทั้งหมดในยุคก่อนพุทธกาลจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม เมื่อจัดแบ่งตามทฤษฎีแห่งการแสงหาความรู้ หรือการแสงหาสัจจธรรมของสำนักนั้นๆ ซึ่งจะได้แก่

กลุ่มจารีตนิยม (Traditionist) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มได้ความรู้ทั้งหมดมาจากความเชื่อในคัมภีร์พระเวท รวมทั้งการแบ่งความหมายจากคัมภีร์พระเวท กลุ่มจารีตนิยมที่นับว่าสำคัญได้แก่ พวกพราหมณ์ผู้ซึ่งยึดมั่นในคัมภีร์พระเวทว่าเป็นขุมแห่งความรู้สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์

กลุ่มเหตุผลนิยม (Rationalist) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแสวงหาความรู้และได้ความรู้มาจากการใช้เหตุผลและการเก็งความเป็นจริง โดยมิได้อ้างเป็นความรู้ได้มาจากสัญชานพิเศษ (คือความรู้ประเภทได้มาจากการบำเพ็ญญาณ) แต่ประการใดกลุ่มนักอภิปรัชญา อุปนิษัทยุคแรก กลุ่มวิมัตินิยม (Sceptic) กลุ่มสสารนิยม และ กลุ่มปรัชญา อชีวากะ จัดอยู่ในกลุ่มนี้

กลุ่มประสบการณ์นิยม (Experientialists) กลุ่มนี้มีความเห็นว่าความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ด้วยตนเองรวมทั้งความรู้ที่ได้มาจากสัญชานพิเศษ (ความรู้ที่เกิดจากการบำเพ็ญญาณ) เป็นความรู้ที่แท้จริง นักคิดนักปรัชญาจำนวนมากในสมัยอุปนิษัทยุคปลาย นักปรัชญาสำนักอาชีวากะและเชนศาสนิกชนบางกลุ่มจัดอยู่กลุ่มประสบการณ์นิยม สำนักนักสสารนิยม ถ้าหารยึดมั่นในเชิงประสบการณ์นิยมและไม่ปฏิเสธความรู้ที่ได้มาจากสัญชานพิเศษ (ความรู้ที่ได้จากการเข้าสมาธิ) ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประสบการณ์นิยมด้วย

อย่างไรก็ดีการแบ่งประเภทสำนักความคิดก่อนยุคพระพุทธเจ้าออกเป็น 3 สำนักดังกล่าวนี้ มิได้เป็น
การแบ่งแยกกันโดยเด็ดขาดระหว่างแต่ละกลุ่ม เพราะแต่ละสำนักหรือแต่ละกลุ่มคงมีแนวความคิด
ของสำนักอื่นปะปนด้วย อาทิเช่น กลุ่มจารีตนิยม ไม่ปฏิเสธการใช้เหตุผล กลุ่มเหตุผลนิยม ในยุคอุปนิษัทยุคต้นก็มิได้ทิ้งคัมภีร์พระเวททั้งหมดแม้ว่ากลุ่มสสารนิยม จะไดทิ้งคัมภีร์พระเวท
ไปแล้วก็ตาม กลุ่มอาชีวากะ กลุ่มผู้นับถือศาสนาเชน กลุ่มประสบการณ์นิยม สมัยพระเวทยุคต้นและยุคปลาย คงยึดมั่นในคัมภีร์ของตนว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวมของความรู้ทั้งปวงให้ความนับถือพระเวท
ไม่มากนัก แต่การที่แบ่งสำนักความคิดออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ดังกล่าว เป็นการแบ่งตามสาระสำคัญหรือเป็นการแบ่งวิธีการที่แต่ละกลุ่มโดยส่วนใหญ่ยึดมั่นในที่มาของความรู
้ หรือวิถีทางของการแสวงหาความรู้

ปัญหาที่น่าในใจยิ่งก็คือ แนวความคิดในพุทธศาสนา เป็นแนวความรู้จัดอยู่ในกลุ่มใด และพระพุทธเจ้าทรงยึดมั่นใจวิถีทางใดในการเสาะแสวงหาสัจจธรรม ในขณะที่สังคมของอินเดียมีแนวความคิดแบ่งออกได้เป็น 3 สำนัก เรื่องนี้มีข้อความตอนหนึ่งในสังฆวะสูตร นำมาใช้อธิบายปัญหานี้ในสังฆรวะสูตร มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงสนทนากับพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งถามพระพุทธเจ้า มีฤาษีและพราหมณ์บางคนยอมรับหลักสำคัญของศาสนา (อธิพรหมจรรย์) เมื่อมองเห็นความจริงสูงสุด (ปรมัตถ์สัจจะ) ในชีวิตนี้ของหลักการในศาสนานั้นๆ แล้ว ข้าแต่พระโคตะมะที่เคารพพระองค์ท่านทรงยอมรับหลักสำคัญของศาสนาในประการใด? พระพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์ผู้นั้นว่า "ผู้ที่ยอมรับหลักการสำคัญในศาสนาเมื่อมองเห็นปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้แล้วมีอยู่หลายพวก มีฤาษีและพราหมณ์พวกจารีตนิยม (อนุสสะวิชา) เช่น พวกยึดมั่นในคัมภีร์พระเวท มีฤาษีและพราหมณ์ผู้ซึ่งยอมรับหลักการสำคัญของศาสนาเมื่อมองเห็นปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้แล้ว มีแต่ความเชื่อประการเดียว เช่น พวกนักอภิปรัชญา มีฤาษำละพราหมณ์บางคนผู้ซึ่งยอมรับหลักการสำคัญทางศาสนาเมื่อมองเห็นปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้แล้ว ได้ความรู้ชั้นสูงด้วยตนเอง (สะมังเยวะ) ของหลักคำสอน (ธัมมัง) ที่ไม่มีใครสอนมาก่อน ตฤาคธเองเป็นผู้หนึ่งที่ยอรับหลักการสำคัญในศาสนา ภายหลังที่ไดพบปรมัตถ์สัจจะในชีวิตนี้ โดยการบรรลุถึงความรู้ชั้นสูงด้วยตนเอง ของหลักธรรมซึ่งไม่มีผู้ใดสอนมาก่อน"

จากข้อความตอนหนึ่งในสังฆรวะสูตรที่ยกมากล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงแบ่งวิถีทางในการแสวงหาความรู้หรือสัจจธรรมในยุคก่อนพระองค์ และในยุคของพระองค์ว่ามีอยู่ 3 สำนักด้วยกัน คือ

1.กลุ่มจารีตนิยม

2.กลุ่มนักเหตุผลนิยมและนักอภิปรัชญา

3.กลุ่มนักประสบการณ์นิยม

กลุ่มนักประสบการณ์นิยมเป็นกลุ่มสำคัญ เป็นกลุ่มมุ่งเสาะแสวงหาความรู้ชั้นสูงด้วยการปฏิบัติจนบรรลุ
ถึงปรมัตถ์สัจจะด้วยตนเอง และพระพุทธเจ้าทรงยอมรับว่า พระองค์เป็นผู้หนึ่งในกลุ่ม นักประสบการณ์นิยมซึ่งหมายความว่าพระองค์ทรงค้นหาหลักคำสอนทางศาสนาด้วยพระองค์เอง
จากการเข้าญาณสมาบัติตามหลักการของกลุ่มนักประสบการณ์นิยม

 
.