ศาสดาของพุทธศาสนา


 สกุลกำเนิดและปฐมวัย

พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า สิทธัตถะ โคตมะ ประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน (ปัจจุบันนี้เรียกว่า รุมมิเดแขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล) ซึ่งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวหะ ในวันเพ็ญเดือน 6 (วิสาขะ) ปีจอ เมื่อก่อนพุทธศาสนาศักราช 80 ปี ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ (เมืองหลวงของแคว้นสักกะ) กับพระนางสิริมหามายา ราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงศ์ ผู้ครองนครเทวทหะ

ในสมัยนั้นมีดาบสองค์หนึ่งชื่อ อสิตะ หรือกาฬเทวิล ผู้ซึ่งเป็นคุ้นเคยและเป็นที่นับถือของราชตระกูลมาก เมื่อได้ทราบข่าวการประสูติของพระราชกุมาร จึงเข้าไปในพระราชวังเพื่อขอชมพระกุมาร เมื่อท่านได้เห็นพระกุมารมีลักษณะเลิศ ก็ทราบว่าต่อไปในภายหน้าพระกุมารนี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงได้ลุกขึ้นจากอาสน์คุกเข้าลงถวายอัญชลีแล้วกราบลงที่พระบาทพระกุมาร แล้วก็ทรงหัวเราะก้องไปทั้งปราสาท เพราะเห็นว่าเป็นลาภของตนที่ได้เห็นพระกุมารซึ่งมีลักษณะอันประเสริฐเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาเห็นว่าตนจะต้องตายเสียก่อนจึงพลาดโอกาสที่จะได้มรรค ผล และนิพพาน มีความเสียดายนัก จึงได้ร้องด้วยเสียงอันดัง บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ได้เห็นดังนั้นจึงพากันพิศวงยิ่งนัก ต่างก็พากันไถ่ถามพระดาบส เมื่อได้ทราบว่าพระกุมารจะเป็นผู้มีเดชานุภาพยิ่งใหญ่ต่อไปในภายหน้า ต่างก็พากันกราบพระกุมาร แม้พระเจ้าสุทโธทนะเองก็ยอกรกราบอภิวันทนาการพระกุมารเช่นกัน แล้วดาบก็ทูลลากกลับ

เมื่อพระกุมารประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะทรงทำพิธีทำนายลักษณะและขนานพระนามโดยเชิญพราหมณ์ 108 คนมาเลี้ยง แล้วได้คัดเลือกเอาพราหมณ์ชั้นยอด 8 คน ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระกุมารพราหมณ์ 7 คน ได้ทำนายเป็นนัย คือ

  1. ถ้าพระกุมารครองความเป็นฆราวาสต่อไป จะได้เป็นบรมจักรพรรดิ
  2. ถ้าพระกุมารออกบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาจารย์เอกของโลก

แต่โกณฑัญญะพราหมณ์หนุ่มได้ทำนายไว้ประการเดียวว่า “พระกุมารจะต้องออกบรรพชา และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน” แล้วพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้ก็ขนานพระนามพระกุมารว่า “สิทธัตถะ”ซึ่งหมายความว่า “ต้องการอะไรเป็นสำเร็จทุกอย่าง”

ฝ่ายพระนางสิริมหามายาพระราชมารดา เมื่อประสูติพระกุมารได้ 7 วัน แล้วก็ทิวงคต โดยเหตุนี้พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้ทรงมอบภาระเลี้ยงดูพระกุมารให้แก่พระนางปชาบดีพระน้านาง ซึ่งเป็นพระชายาพระเจ้าสุทโธทนะเหมือนกัน แม้ในกาลต่อมาพระนางมีโอรสองค์หนึ่ง คือ เจ้าชายนันทะ และราชธิดาองค์หนึ่งคือ เจ้าหญิงรูปนันทา ก็ตาม ถึงกระนั้นพระนางก้มิได้ทรงนำพาที่จะทะนุบำรุงให้ยิ่งไปกว่าเจ้าชายสิทธัตถะ

วันหนึ่งเป็นวันพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระเจ้าสุทโธทนะพร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร พราหมณ์คหบดี ได้เสด็จไปทำพิธีแรกนาขวัญ ณ ทุ่งนาหลวง และได้เชิญพระกุมารออกไปด้วยโดยจัดที่ประทับไว้ให้ใต้ต้นหว้าใหญ่ มีพระพี่เลี้ยงนางนมบริบาลแวดล้อม ขณะที่พระราชาเสด็จลงทำพิธีไถนาเป็นปฐมฤกษ์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพารชั้นผู้ใหญ่รวม 108 ไถนั้น พวกพี่เลี้ยงก็ออกมาชมด้วย ทิ้งพระกุมารไว้ในม่านแต่พระองค์เดียวเมื่อพระกุมารอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวก็ทรงลุกขึ้นเจริญภาวนาอานาสติกัมมัฏฐาน ยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นได้ เวลานั้นเป็นเวลาบ่าย เงาแห่งต้นไม้ทั้งหลายได้ชายไปตามตะวันทั้งสิ้น แต่เงาไม้หว้าที่ประทับปรากฏตรงอยู่เสมือนเวลาเที่ยง ครั้นพระเลี้ยงทั้งหลายกลับเข้าในม่านเห็นพระกุมารอยู่ในลักษณะเช่นนั้นก็พิศวงจึงออกไปกราบทูลให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ เมื่อพระราชเสด็จไปเห็นก้ทรงรู้สึกอัศจรรย์พระทัยจึงยอพระหันต์ถวายอภิวาทพระกุมารเป็นคำรบสอง

เมื่อพระราชกุมารมีพระชนม์ได้ 7 พรรษา พระราชบิดาได้ทรงรับสั่งให้สร้างสระน้ำสำหรับพระกุมารและบริวารลงเล่น มี 3 สระด้วยกัน ปลุกอุบลบัวขาวสระหนึ่งปลูกประทุมบัวหลวงสระหนึ่ง และลูกปุณฑริกบัวขาวสระหนึ่ง ครั้นพระราชกุมารมีพระชนม์เจริญวัย 8 พรรษา ควรศึกษาศิลปวิทยาได้แล้ว พระราชบิดาก็ทรงนำไปมอบไว้ในสำนักครู “วิศวมิตร” ซึ่งเป็นครูประจำราชสำนัก สั่งสอนพระกุมารทุกสกุล เจ้าชายสิทธิธัตถะได้ทรงศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการ ได้อย่างว่องไวจนสิ้นรู้อาจารย์ ได้แสดงความเฉลียวฉลาดในหมู่พระญาติ ไม่มีพระกุมารอื่นจะเทียมเท่า


อภิเษกสมรส

เมื่อพระราชกุมารมีพระชนม์ได้ 16 พรรษา พระราชบิดา ได้ทรงรับสั่งให้สร้างปราสาทขึ้น 3 หลังเพื่อให้เหมาะสมแก่การที่จะประทับอยู่ใน 3 ฤดู และให้สร้างลงในบริเวณอุทยานเดียวกัน มีทางเดินติดต่อกันทั้ง 3 หลัง เมื่อสร้างพระราชบิดายังไม่ให้เจ้าชายขึ้นประทับจนกว่าทำการอภิเษกแล้ว จึงได้ไปสู่ขอพระเจ้าหญิงยโสธราพิมพา ราชธิดาพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะ มาอภิเษกให้ แล้วก็ให้ประทับอยู่อย่างสำราญในปราสาททั้ง 3 จนเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ 29 พรรษา

วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะมีพระทัยปรารถนาจะเสด็จประพาสพระอุทยาน จึงรับสั่งให้นายฉันนะมหาดเล็กจัดรถเทียมด้วยม้า 4 ตัว ขับเที่ยวไปในอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นทูต คือ เทวดาจำแลงองค์เป็นชายผมหงอกขาว หลังโกง ถือไม้เท้ายันกันล้ม เดินกะโผลกกะเผลกไปในระหว่างทาง ก็ทรงแปลกพระทัย จึงถามนายฉันนะว่า ชายผู้นี้ทำไมจึงรูปร่างผิดกับคนทั่ว ๆ ไปเมื่อทรงทราบว่าเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะต้องชราด้วยกันทั้งนั้น ก็บังเกิดสังเวชพระทัยเสด็จกลับพระราชวัง

วันต่อเมื่อเจ้าชายได้เสด็จประพาสพระอุทยานอีก ก็ทรงพบคนเจ็บและคนตายในวาระที่สองและที่สาม ก็ทรงถามพังเช่นคราวก่อน เมื่อทรงทราบว่าเป้นของธรรมดาที่ทุกคนจะต้องเจ็บ จะต้องตาย ก็ทรงสลดสังเวชพระทัยเป็นทวีคูณ แต่ในวาระที่สี่ได้ทรงพบภาพบรรพชิตนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ มีกิริยาสำรวมน่าเคารพเลื่อมใสยิ่งนัก จึงทรงถามนายฉันนะอีก เมื่อทรงทราบว่าเป็นผู้สงบ ไม่มีอันตราย ก็ทรงพอประทัยในบรรพชา ทำให้เจ้าชายมีพระทัยผ่องแผ้วเบิกบาน จึงเสด็จเที่ยวอยู่ในพระอุทยานตลอดวัน

ในวันนั้นเองเจ้าหญิงพิมพาได้ประสูติโอรส พระเจ้าสุทโธทนะจึงให้มหาดเล็กไปทูลเจ้าชายให้ทรงทราบพระองค์กำลังพระทัยน้อมไปในบรรพชา จึงออกพระโอษฐ์ว่า “ห่วงบังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว” ตั้งแต่นั้นมาพระราชกุมารจึงได้นามว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า “ห่วง” แล้วในตอนเย็นพระองค์ ๕ ก็เสด็จกลับพระราชวัง


ออกบรรพชา

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ประสบพบว่าคนเราจะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้แหละเป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ แล้วจึงทรงดำริต่อไปว่าสภาพทั้งปวงย่อมมีของแก้กัน เช่น มีร้อนก็มีเย็นแก้มีมืดก็มีสว่างแก้ มีทุกข์ก็ต้องมีสุขได้ และความสุขนั้นจะต้องพ้นไปเสียจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาสก็คงหาทางแก้ทุกข์มิได้ ในตอนดึกคืนวันหนึ่ง เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา ก็ตัดสินพระทัยเสด็จออกบรรพชา โดยยอมหนีจากพระนางพิมพาพระ

วรชายาคู่บารมีและโอรสราหุลสุดที่รักปานดวงพระทัย สละโภคสมบัติ ยศศักดิ์รัชทายาท และอำนาจวาสนาทั้งสิ้น แล้วเสด็จหนีออกจากพระราชวังที่ประทับโดยม้าทรงชื่อ “กัณฐกะ” พร้อมกับมหาดเล็กฉันนะในยามราตรี ถึงฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำอโนมา(ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นมัลละ) ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และทรงเปลื้องเครื่องประดับต่าง ๆ ออกแล้วสวมใส่ชุดนักบวช อธิฐานเพศเป็นบรรพชิต เพื่อแสวงหาทางแห่งความพ้นทุกข์ต่อไป ครั้งแรกพระโคดมได้ประทับอยู่ ณ ป่ามะม่วงชื่อ อนุปิยอัมพวัน ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ฝั่งเมืองสาวัตถีอยู่ถึง 7 วัน จึงเสด็จมุ่งตรงไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

ฝ่ายโกณทัญญะพราหมณ์ เมื่อได้ข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชแล้ว จึงได้ชวนบุตรพราหมณ์ที่เคยไปร่วมทำนายลักษณะเจ้าชายออกบวชตาม บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ จึงมีผู้บวชตามเพียง 5 คน รวมทั้งโกณทัญญะพราหมณ์ อีก 4 คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

ทั้ง 5 นี้ รวมเรียกว่า ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คนนี้ได้ตัดสินใจออกบวชติดตามมหาพระโคดมต่อไป และพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองแคว้นมคธ เมื่อได้ทรงทราบข่าวการเสด็จออกบรรพชาของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงได้เสด็จไปยังสำนักพระโคดม และได้ทูลถามถึงความเป็นมา วัตถุประสงค์ที่มา เมื่อทรงทราบว่าพระโคดมเป็นราชตระกูลในราชวงศ์ศากยะแห่งกรุงบิลพัสดุ์เกิดเบื่อโลกคิดออกบวชเพื่อกาทางพ้นทุกข์เช่นนี้ พระองค์ทรงชักชวนพระโคดมอยู่กับพระองค์ โดยทรงสัญญาว่าจะแบ่งราชสมบัติให้ปกครองกึ่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการปฏิเสธจากพระโคดมโดยสุภาพ


เข้าศึกษาในสำนักดาบส

ต่อจากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปยังสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ณ เชิงเขาบัณฑวะ เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาจนสำเร็จตามหลักสูตรของอาจารย์ คือ ได้สมบัติ 7 คือ ได้รูปฌาน 4 อรูปฌาน 3 ครั้นแล้วพระองค์ก็เสด็จไปศึกษาต่อ ณ สำนักอุททกดาบส รามบุตร ได้ความรู้สูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง คือ ได้ อรูปฌาณที่ 4 ซึ่งเป็นความรู้สูงสุดของอาจารย์ แต่พระองค์ก็ทรงหาพอพระทัยไม่ เพราะนั่นยังมิใช่ทางพ้นทุกข์ที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย พระองค์จึงลาอาจารย์เสด็จต่อไปจนถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงพิจารณาเห็นว่าสถานที่นั้นสงบ น่ารื่นรมย์ มีพื้นที่ราบเรียบ มีแนวป่าเขียวสด มีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใสสะอาด มีท่าอันดีน่ารื่นรมย์ มีที่สำหรับโคจรเพื่อภิกขาอยู่โดยรอบ จึงทราบประทับยับยั้งเพื่อบำเพ็ญเพียร ณ ที่นั้นต่อไป

ฝ่ายปัญจวัคคีย์พากันติดตามพระองค์มาหลายเมืองแล้วนั้น ได้มาพบพระองค์ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เห็นพระองค์บำเพ็ญเพียรโดยวิธีต่าง ๆ อยู่ ก็คิดว่าพระองค์คงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นแน่แท้ จึงได้พากันเข้าไปอยู่ช่วยปรนนิบัติตั้งแต่นั้นมา


บำเพ็ญทุกรกิริยา

ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมนี้เอง พระโคดมได้เริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยาซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในสมัยนั้น โดยคิดว่าเป็นทางแห่งความหลุดพ้นทุกข์ พระองค์ได้บำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างแรงกล้า เช่น กดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุ (เพดานปาก) ด้วยพระชิวหา จนเหงื่อไหลจากรักแร้ กลั้นลมหายใจเข้าออก เมื่อลมเดินทางช่องนาสิกและพระโอษฐ์ไม่สะดวกแล้ว ก็เกิดเสียงอู้ ๆ ทางช่องพระโสต และในที่สุดก็ใช้วิธีอดอาหาร โดยผ่อนเสวยน้อยลง ๆ จนพระกายเหี่ยวแห้ง พระฉวีวรรณเศร้าหมอง กระดูกปรากฏทั่วพระวรกาย เมื่อทรงลูบพระองค์พระโลมามีรอยเน่าก็หลุดร่วงจากขุมขน พระกำลังก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับจะเสด็จไปทางไหนก็คอยซวนล้ม แม้พระองค์จะทรงทรมานพระกายถึงขนาดนี้ก็หาบรรลุคุณวิเศษใด ๆ ไม่ พระองค์จึงทรงพิจารณาเห็นว่า การบำเพ็ญเพียรทางกายอย่างมากก็ทำกันได้เพียงแค่นี้เอง ไม่ดีไปกว่านี้แน่ ถึงกระนั้นก็หาใช่ทางหลุดพ้นไม่ พระองค์จึงทรงหวนระลึกความเพียรทางใจว่าคงจะเป็นทางตรัสรู้อย่างแน่นอน ทรงเกิดความคิดเทียบเคียงกับพิณ 3 สาย ถ้าขึงตึงนักพอดีก็จะขาดออกไป ถ้าขึงหย่อนไปดีดไม่มีเสียง แต่ถ้าขึงปานกลางย่อมดีดไพเราะเจริญใจ เมื่อเทียบกับการปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ถ้าย่อหย่อนนัก คือ หมกมุ่นหนักไปในกามารมณ์จนเกินไป ก็เป็นเสมือนพิณที่ขึงหย่อนย่อมไม่สามารถออกจากทุกข์ได้ถ้าหากปฏิบัติตึงเกินไป เช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยาที่เคยปฏิบัติมานั้นก็เป็นเสมือนพิณที่ขึงตึงนักพอดีดก็ขาดพระองคก้เช่นเดียวกัน บำเพ็ญลำบากเปล่า ๆ แทบจะขาดใจก็หาได้ผลใด ๆ ไม่ ฉะนั้นจึงควรเดินสายกลางไม่ให้ตึงนักและหย่อนนัก ซึงเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” นี่กระมังที่จะเป็นทางแห่งความพ้นทุกข์

พระสมณะโคดมทรงตระหนักได้ว่า ร่างกายและจิตใจเป้นของคู่กันและเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันและกันการทรมานร่างกายก็ย่อมทำให้จิตใจไม่สงบ กระวนกระวาย เมื่อจิตใจไม่สงบปัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและถ้ากำลังกายไม่มีกำลังใจจะมีได้อย่างไร จิตใจที่เข้มแข็งย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์( Sound mind in sound body) จึงทรงหันกลับมาเสวยอาหารตามปกติเพื่อให้กำลังกาย เพื่อจะได้เจริญสมาธิภาวนาทำความเพียรต่อไป

เมื่อปัญจวัคคีย์เห็นพระโคดมเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยากลับมาเสวยอาหารเช่นนั้น ก็คิดว่าพระองค์คงจะเลิกละความเพียรหันมาเพื่อความมากเสียแล้ว คงไม่อาจตรัสรู้ได้อย่างแน่นนอน ถ้าตนจะอยู่ปฏิบัติต่อไปก็คงไม่ได้อะไร จึงพากันหลีกหนีไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (เดี๋ยวนี้เรียกว่า สารนาถ) ใกล้นครพาราณสี

การที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วมีปัญจวัคคีย์มาอุปัฎฐากเช่นนั้นย่อมเป็นโชคของพระองค์เพราะเท่ากับพระองค์ไพยาน เพราะถ้าหากพระองค์ตรัสรู้แล้ว ถ้าทรงสั่งสอนใครให้ละเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา จะได้ทรงยกพระองค์เป็นตัวอย่างได้ว่า ทรงเคยทำมาแล้ว หาใช่ทางแห่งความสำเร็จไม่ เมื่อพระองค์ทรงดำริจะบำเพ็ญเพียรทางจิตนั้นก็นับว่าเป็นโชคดีของพระองค์อีก ที่มีเหตุให้ปัญจวัคคีย์หลบหนีไปเพราะการบำเพ็ญเพียรทางจิตนั้นจำเป็นต้องอาศัยความสงบเป็นอย่างมาก ถ้ามีคนอยู่พลุกพล่านย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อความสงัดของพระองค์ ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นผู้มีดชคเป็นอย่างยิ่ง

ในเช้าวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 พระสมณะโคดมได้ทรงรับข้าวมธุปยาสพร้อมถาดจากนางสุชาดาซึ่งนางนำมาแก้บนที่ได้บุตรคนหัวปีเป้นชาย เมื่อเสวยข้าวมธุปยาสจนหมดจำนวน 49 ก้อน แล้วก็ทรงนำถาดทองใบนั้นไปลอยในน้ำ โดยทรงอธิษฐานเสี่ยงบารมีว่า ถ้าพระองค์จะได้สำเร็จพระโพธิญาณก็ขอให้ถาดนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป ถ้าจะไม่สำเร็จก็ขอลอยไปตามน้ำ ซึ่งปรากฏว่าถาดได้ลอยทวนน้ำไปเป็นระยะทางไกล 1 เส้น จึงได้จมลงในน้ำวนแห่งหนึ่ง พระโคดมเมื่อทรงเห็นเช่นนั้นก็มั่นพระทัยว่าพระองค์จะต้องได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย ทรงปิติโสมนัสมาก


การได้ตรัสรู้

นับแต่การได้ออกทรงบรรพชาจนถึงเสวยข้าวมธุปายาสรวมเป็นเวลา 6 ปีเต็ม พระองค์ก็ได้เสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนต้นสาละ แล้วพระดำริที่จะบำเพ็ญเพียรทางใจต่อไป โดยทรงกำหนดสถานที่ กำหนดเวลาและกิจที่จะต้องทำ เมื่อเตรียมวางแผนในเรื่องดังกล่าวได้แล้วจึงเสด็จลุกจากต้นสาละ มุ่งตรงไปยังต้นมหาโพธิ์ที่ทรงกำหนดหมายไว้ ขณะนั้นได้มีคนเกี่ยวหญ้าคาทั้ง 8 กำนั้น เข้าไปถวาย พระองค์ก็ทรงรับแล้วก็เสด็จต่อไปยังต้นมหาโพธิ์ เมื่อเสด็จไปถึงต้นมหาโพธิ์แล้วพระองค์ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า เบื้องทิศตะวันออกจองต้นมหาโพธิ์เป็นที่เหมาะเรียบราบสม่ำเสมอดี พระองค์จึงทรงเอาหญ้าคาทั้ง 8 กำนั้นปู ณ ที่นั้น ทรงทำความพอพระทัยในบัลลังก์หญ้านั้น โดยกำหนดนึกให้เสมอบัลลังก์แก้ว ทรงนั่งขัดสมาธิบัลลังก์หญ้านั้นหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันหลังให้ต้นมหาโพธิ์ แล้วได้ตั้งสัตยาธิษฐานไว้อย่างอุกฤษฏ์ว่า “ถ้าเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด เราจักไม่ลุกขึ้นตราบนั้น แม้ว่าเนื้อเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็น กระดูก ก็ตามที” แล้วทรงกระทำจิตเข้าสู่สมาธิ

ในขณะนั้นได้เกิดความขัดแย้งระหว่างธรรมดาฝ่ายต่ำ คือ กิเลส และธรรมดาฝ่ายสูง คือ คุณธรรมต่างๆ ในพระทัยของพระองค์ แต่พระองค์มีพลังพระทัยเข้มแข็ง สามารถประมวลเอาบารมีที่เคยได้บำเพ็ญสะสมมาหลายร้อยชาติ ให้เข้มแข็งหนักแน่นเสมือนแผ่นดิน หักห้ามความคิดจากกลับหลังเสียได้โดยเด็ดขาดจนสามารถเอาชนะธรรมดาฝ่ายต่ำได้ และสามารถทำให้จิตเข้าสู่สมาธิที่แน่วแน่มากยิ่งขึ้นตามลำดับ จนได้บรรลุฌานที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ มีจิตที่แน่วแน่มั่นคงผ่องแผ้วจากกิเลสอาสวะทั้งปวงได้ แล้วทำให้บรรลุญาณความรู้เห็นเป็นขั้นตอนตามลำดับในราตรีนั้น คือ

ยามที่ 1 (18.00 น.-22.00 น.) ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ รู้และเข้าใจชาติหนหลังของพระองค์ได้อย่างแจ่มแจ้ง ทั้งทรงรู้แจ้งการกำเนิดและเรื่องของชีวิต
ยามที่ 2 (22.00-02.00 น.) ทรงบรรลุจุดตูปปาตญาณ คือทรงรู้และเข้าใจเหตุที่สัตว์โลกต้องเกิดและตายมีสภาพที่แตกต่างกัน
ยามที่ 3 (02-.00 น.-06.00 น.) ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรุ้และความเข้าใจอันเป็นเหตุทีทำให้สิ้นอาวกิเลสทั้งหลาย คือ ทรงทราบว่าการที่ขันธ์มาประชุมกันขึ้นเป้นตัวเราตัวเขานี้ก็เพราะความโง่ (อวิชชา) ความต้องการ ความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุด (ตัณหา) ความยึดมั่น ถือมั่น (อุปาทาน) และการกระทำของ (กรรม) นั่นเอง ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเหตุและผลของกันและกันเสมือนสายโซ่ เรียกว่า ปฏิจจสมุทปบาทซึ่งศาสตราจารย์ริส เดวิดส์ (Rhys Davids) ไดให้ความหมายไว้ว่า “กฎแห่งสากลจักรวาล” (Cosmic Law) หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า พระองค์ตรัสรู้อริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย (เหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (ทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์) เมื่อทรงรู้อย่างนี้แล้วจิตของพระองค์ก็พ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป ในรุ่งอรุณของคืนนั้นพระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (คือผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ)

ทรงพระดำริที่จะโปรดสัตว์

เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ทรงเสวยวิมุตติสุข คือ ความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้นจากกิเลสเป็นเวลา 49 วัน (7 สัปดาห์) แล้วได้เสด็จกลับไปยังต้นอชปาลนิโครธ ในราตรีนั้นทรงพระราชดำริว่า พระธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้นเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ยากที่คนธรรมดาจะรู้จะเข้าใจและปฏิบัติตามพระองค์ได้ ทรงมีพระทัยท้อถอยไม่คิดจะสั่งสอนผู้อื่นต่อไป แต่เพราะพระเมตตาพระกรุณาที่มีอยู่ในพระหฤทัยเป็นนิจนั่นเอง ได้เตือนพระองค์เองว่า ถ้าพระองค์จะไม่ทรงสั่งสอน สัตว์ทั้งปวงก็จักฉิบหายสิ้นจึงทรงกลับพระทัยคิดจะสั่งสอนสัตว์ต่อไป โดยทรงพิจารณาเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีสติปัญญาอ่อนและแก่กล้าไม่เหมือนกัน ประดุจดอกบัว บางดอกเพิ่งออกจากเหง้ายังจมอยู่ใต้น้ำที่ดินที่เลนอยู่ บางดอกก็งอกมีก้านเจริญขึ้นแล้วแต่ยังอยู่ภายในน้ำ บางดอกก็เจริญขึ้นมาพอเสมอน้ำ และยางดอกก็โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ พอพระอาทิตย์ฉายแสงก็จะบานทันที สัตวโลกทั้งหลายก็มีอุปมาเหมือนดอกบัว ฉะนั้นบางคนก็มีปัญญาเฉียบแหลม สอนเพียงครั้งเดียวก็จะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง เปรียบประดุจดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำคอยแสงแดดอยู่ฉะนั้น บางคนก็มีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ดี พอแนะนำให้ตรัสรู้ได้โดยง่าย แม้จะต้องสอนกันถึง 2-3 ครั้งก็ตาม ย่อมเป็นเสมือนดอกบัวที่อยู่เสมอผิวน้ำ อีก 2-3 วันก็จะบานฉะนั้น บางคนแม้จะไม่ถึงกับจะตรัสรู้มรรคผลได้ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่จะแนะนำสั่งสอนให้ตั้งตนอยู่ในคุณธรรมความดีได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำ พอมีหวังจะบานได้ในอนาคต แม้จะนานสักหน่อยก็ตาม แต่บางคนก็หมดปัญญาที่จะแนะนำได้ ย่อมตกเป็นทาศของกิเลส มานะ ทิฐิ ตลอดไป เปรียบประดุจดอกบัวที่เพิ่งแตกจากเหง้า ยังไม่แน่ว่าจะผุดขึ้นมาเหนือน้ำได้หรือไม่ อาจเป็นภักษหารของปลาและเต่าก็ได้ เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาเห็นเช่นนั้นแล้ว จึงทรงคิดสั่งสอนประชาชนต่อไปครั้นแล้วจึงทรงพระดำริว่า ควรจะไปั่งสอนผู้ใดก่อน บุคคลที่มีความรุ้ความสามารถพวกแรกที่พระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงได้ คือาฬารดาบส และอุททกดาบส แต่ขณะนั้นทั้งสองท่านได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว บุคคลต่อมาที่ระลึกถึงได้แก่ ปัญจวัคคีย์ ซึ่งได้หนีจากพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นผู้มีอุปการคุณต่อพระองค์ระหว่างทรงบำเพ็ญทุกกิริยา ทรงตัดสินพระทัยจะแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์เป็นพวกแรก


แสดงปฐมเทศและได้ปฐมสาวก

เมื่อทรงตัดสินพระทัยจะแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ จึงไดเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในระหว่างทางไดสวนทางกับอาชีวก (นักบวชพวกหนึ่งนอกพุทธศาสนา) ผู้หนึ่ง ชื่ออุปกะ ณ ตำบลระหว่างแม่น้ำคยากับมหาโพธิ์ต่อกัน อุปกะชีวกเมื่อเห็นพระพุทธเจ้ามีผิวพรรณผุดผ่องงดงามยิ่งนักก็สนใจ จึงถามว่า “ท่านมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งนัก ท่านชื่ออะไร บวชในสำนักผู้ใด ใครเป็นครูของท่าน” ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “เรารู้ธรรมด้วยตนเอง จะได้บวชในสำนักผู้ใดก็หาไม่ ฉะนั้นจึงไม่มีใครที่เป็นครูของเรา เราเป็นผู้ตรัสรู้เอง” อุปกะชีวกไม่เชื่อจึงหลีกทางไป พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปจนถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันในตอนเย็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 และในที่สุดพระพุทธองค์ก็ได้พบกับปัญจวัคคีย์ และได้ทำให้ปัญจวัคคีย์เชื่อในการตรัสรู้ของพระองค์ และพร้อมที่จะรับฟังธรรม ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น คือ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ก่อนพุทธศักราช 45 จึงทรงแสดง “พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร” เป็นปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคีย์ เมื่อปัญจวัคคีย์ได้พิจารณา ไตร่ตรองธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว ท่านโกณฑัญญะซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสที่สุดก็ได้ดวงตาเห็นธรรม (ธัมมจักษุ) คือ ได้เห็นจริงตามทุกประการ นับว่าเป็นบุคคลแรกในโลกที่ได้รู้ตามพระพุทธองค์ แม่จะยังไม่ถึงขั้นสุดก็ตาม แต่ก็เป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความตรัสรู้ต่อไป อันเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงดีพระทัยมากที่ธรรมดันลึกซึ่งที่พระองค์ตรัสรู้แล้วนั้น เป็นสิ่งไม่เหลือวิสัยที่คนรู้ตามได้ ท่านโกณฑัญญะนี้เป็นพยานยืนยันในความจริงข้อนี้เป็นอย่างดีถึงกับทรงเปล่งอุทานว่า “อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” 2 ครั้ง แปลว่า โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ โดยนิมิตที่พระองค์ทรงเปล่งอุทานนี้ ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ต่อจากนั้นอัญญาโกณฑัญญะได้ทูลขอบพรรพชากับพระองค์ พระพุทธองค์จึงได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้กลายเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์ นับว่าเป็นภิกษุรูปแรกในพุทธศาสนา และเป็นปฐมสาวก และในระหว่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดโปรดอีก 4 ท่านที่เหลือ ท่านวัปปะและท่านภัททิยะได้เห็นธรรม และชุดสุดท้ายที่ได้ดวงตาเห็นธรรมคือ ท่านมหานามะ และท่านอัสสชิ แล้วพระพุทธองค์ก็ได้ประทานการบรรพชาอุปสมบทให้ต่อมาพระพุทธองค์ได้แสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดพระภิกษุปัญจวัคคีย์อีก ทั้ง 5 ได้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งจิตหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปทานอีกต่อไป จึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้งหมดทั้ง 5 องค์ ก็มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วในโลก 6 องค์ด้วยกัน และก็ได้จำพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นับว่าเป็นพรรษาที่ 1 ของพระพุทธเจ้า ในระหว่างนั้นก็ได้แสดงธรรมโปรดนายยศและสหายในเมืองพาราณสี 4 คน คือ วิมล สุพาหุ ปุณณชิ และ ควัมปติ พร้อมสหายของพระยศที่อยู่ตามชนบทนอกเมืองพาราณสีอีก 50 คน จนไดบรรลุอรหัตตผลเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด และจำพรรษา ณ ป่า อิสิปตนมฤคทายวันในกาลนั้นก็ได้มีพระอรหันต์ในโลกรวม 61 องค์แล้ว


ประกาศศาสนา

เมื่อทรงมีสาวกเป็นพระอรหันต์ 60 องค์ และก็ได้ออกพรรษาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศศาสนาให้เป็นที่แพร่หลายได้แล้ว พระองค์จึงเรียกประชุมสาวกทั้งหมดแล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้นจาบ่วงทั้งปวงทั้งชนิดที่เป็นทิพย์ และชนิดที่เป็นของมนุษย์แล้ว แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกันเราทั้งหลายจงพากันจาริกไปยังชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์แล้วความสุขแก่มหาชนเถิด อย่าไปรวมกันทางเดียวถึงสองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งามทั้งในเบื้อต้น ท่ามกลางและที่สุด พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะเถิด จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสเบาบางนั้นมีอยู่ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรม ย่อมจะเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้พึงถึง ผู้รู้ทั่วถึงธรรมดาจักมีอยู่ แม้ตัวเราเองก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม เช่นกัน “พระองค์ก็ทรงส่งสาวกออกประกาศศาสนาพร้อมกันทีเดียว 60 องค์ ไป 60 สาย คือ ไปกันทุกสารทีเดียว แม้พระองค์เองก็ไปเหมือนก้น ไม่ใช่แต่สาวกอย่างเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของบุคคลที่จะเป็นผู้นำทีเดียว

สาวกทั้ง 60 เมื่อได้รับพุทธบัญชาเช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนาตามจังหวัด อำเภอ และตำบลต่างๆ ทำให้กุลบุตรในดินแดนถิ่นฐานต่างๆ เหล่านั้นหันมาเลื่อมใสได้มากมาย บางคนก็ขอบวช แต่สาวกเหล่านั้นยังให้บวชเองไม่ได้ จึงต้องพากุลบุตรเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์บวชให้เองทำให้ได้รับความลำบากในการเดินทางมาก ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นอุปสมบทกุลบุตรไดโดยโกนผมและหนวดเคราเสียก่อน แล้วจึงให้นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด นั่งคุกเข่าพนมมือกราบภิกษุแล้วเปล่งวาจาว่า “ข้างเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ” รวม 3 ครั้ง การอุปสมบทนี้เรียกว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือ อุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาณตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์

พรรษที่ 1 ที่ทรงได้สาวกที่เป็นพระอรหันต์จำนวน 60 องค์แล้ว พระพุทธองค์ก็ได้อาศัยพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแพร่คำสั่งสอน จนได้สาวกเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท 4 ขึ้นอย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศพระศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินการไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแว่นแคว้นต่างๆ ทั่วชมพูทวีปตลอดเวลาอีก 44 พรรษา คือพรรษาที่ 2-45 ดังนี้
พรรษาที่ 2 เสด็จไปยังเสนานิคมใสตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางได้สาวกกลุ่มภัททวัคคีย์ 30 คน และที่ตำบลอุรุเวลาได้ชฎิล 3 พี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ กับศิษย์ 1,000 คน เทศนาอาทิตยปริยายสูตรที่คยาสีสะ เสด็จไปยังราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ กษัตริย์เสนิยะพิมพิสารทรงถายสวนเวฬุวันแด่คณะสงค์ ได้สารีบุตร และโมคคัลลานะเป็ฯสาวก อีก 2 เดือนต่อมาเสด็จไปยังกบิลพัสดุ์ ทรงพำนักที่นิโครธาราม ไดสาวกมากมาย เช่น นันทะ ราหุล อานนท์ เทวทัต และพระญาติอื่นๆ อนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงวัตถีแห่งแคว้นโกศล ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์ ทรงจำพรรษาที่นี้
พรรษาที่ 3 นางวิสาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ 4 ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่ 5 โปรดพระราชบิดาจนบรรลุอรหัตตผล ทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่งพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโรหินี ทรงบรรพชาอุปสมบทพระนางปรชาบดีโคตมีและคณะเป็นภิกษุณี
พรรษาที่ 6 ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาบนภูเขามังกลุบรรพต
พรรษาที่ 7 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาเสด้๗ขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โปรดพระพุทธมารดาด้วยพระอภิธรรม
พรรษาที่ 8 ทรงเทศนาในแคว้นภัคคะ ทรงจำพรรษาในสวนเภสกลาวัน
พรรษาที่ 9 ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
พรรษาที่ 10 คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทรงตักเตือนไม่เชื่อฟัง จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
พรรษาที่ 11 เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
พรรษาที่ 12 ทรงเทศนาและจำพรรษที่เวรัญชา เกิดความอดอยากรุนแรง
พรรษาที่ 13 ทรงเทศนาและจำพรรษบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ 14 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ราหุลขอบรรพชาอุปสมบท
พรรษาที่ 15 เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ สุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะชัดขวางทางโคจร
พรรษาที่ 16 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่อาลวี
พรรษาที่ 17 เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี กลับมายังอาลวีและทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์
พรรษาที่ 18 เสด็จไปยังอาลวี ทรงจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ 19 ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ 20 โจรองคุลีมาลกลับใจเป็นสาวก ทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาลทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ ทรงเริ่มบัญญัติพระวินัย
พรรษาที่ 21 – 44 ทรงยึดเอาเชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่และเป็ฯที่ประจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ โดยรอบ

เสด็จดับขันธปรินิพพาน

พรรษาที่ 45 และสุดท้ายปรากฎในมหาปรินิพพานสูตร มหาสุทัสนสูตร และชนวนสภสูตร ความว่าพระเทวทัตปองร้ายพระพุทธเจ้าบริเวณเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ถึงกับพระบาทห้อโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมดชีวก วัสสการพราหมณ์ได้เข้าเฝ้า เสด็จไปยังอัมพลัฏฐิกา นาลันทา และปาฏลิคามตามลำดับทรงข้ามแม่น้ำคงคาที่โตมดิตถ์ เสด็จต่อไปยังโกฏิคาม นาทิคาม และเวสาลี ทรงพำนักในสวนของนางคณิกาอัมพาปาลี เสด็จจำพรรษาที่เวฬุวัน ทรงเริ่มประชวร และ 3 เดือนต่อมาเสด็จดับขันธปรินิพพานในเมืองกุสินาราแห่งแคว้นมัลละในวันเพ็ญเดือน 6 (วิสาขะ) เมื่อพระชนมายุ 80 พรรษา ก่อนวันที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน 1 วัน ได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดนายจุนทะ และนายจุนทะได้ถวายภัตตาหารเช้าซึ่งมีอาหารที่ได้จัดเป็นพิเศษถวาย คือ สุกรมัทวะ หลังจากเสวยเสร็จแล้วในระหว่างทางเสด็จสู่เมืองกุสินาราในวันเพ็ญเดือน 6 นั้น ทรงประชวรหนักด้วยพระโรคลงพระโลหิต จนมาถึงข้ามแม่น้ำหิรัญวดีเข้าเขตเมืองกุสินารา พระอาการประชวรหนักขึ้น จึงตรัสสั่งให้พระอานนท์จัดตั้งเตียงปูลาดผ้าสังฆาฏิ แล้วเสด็จประทับบรรทมสีหไสยาส์นระหว่างต้นรัง (สาละ) ทั้งคู่ โดยหันพระเศียรไปเบื้องทิศอุดร แล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน ปัจฉิมโอวาทก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานมีใจความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลังจากปรินิพพานได 7 วัน ก็ได้จักให้มีการถวายพระเพลิงพระพุทธสริระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ห่างจากเมืองกุสินาราทางทิศตะวันออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วก็มีการแจกจ่ายพระบรมสารีริกธาตุเพื่อนำไปสักการบูชาแก่บรรดาเจ้าผู้ครองนครต่างๆ


 จำนวน 9 นคร