|
ก่อนสมัยพระเยซูประสูติ
ชนชาติยิวซึ่งในสมัยโบราณเรียกกันว่า
"ฮิบรู" (Hebrew)
เป็นชนผิวขาวเผ่าเสมิติคสาขาหนึ่ง
มีอาชีพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์อยู่ในทะเลทรายอาระเบีย
เคยอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสอยู่ระยะหนึ่ง
จนถิ่นที่อพยพเข้าไปอยู่เกิดความแห้งแล้งจึงพากันอพยพต่อไปพวกหนึ่งได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า
"ปาเลสไตน์ "
อีกพวกหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์
(เมื่อประมาณ 1,400
ปีก่อนคริสต์กาล)
ดินแดนที่เรียกว่า
"ปาเลสไตน์" (Palestine)
ซึ่งฮิบรูพวกหนึ่งอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ครั้งนั้น
มีเนื้อที่ประมาณ
25,000 ตารางกิโลเมตร
ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศเหนือจรดประเทศซีเรีย
ทิศใต้จรดประเทศอียิปต์
ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำจอร์แดน
ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เมื่อพวกฮิบรูอพยพมาสู่ดินแดนนี้ใหม่
ๆ
บริเวณดังกล่าวเป็นอาณาจักรของพวกเจริญที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนช้านานแล้ว
(ประมาณ 1,500 ปี)
เรียกว่า "คานาอัน"
(Canaan) ของชนเผ่า "เคนันไนท์"
(Cananite)
พวกเคนันไนท์
เป็นชนเผ่าเสมิติคอีกสาขาหนึ่งซึ่งเจริญขึ้น
เพราะได้รับอารยธรรมจากอียิปต์และ
บาบิโลเนีย
สามารถสร้างบ้านเมืองใหญ่โต
มีป้อมปราการล้อมรอบ
เรียกว่า "นครเยรูซาเลม"
(Herusalem)
พวกฮิบรูที่อพยพเข้ามาภายหลังตอนแรก
ๆ ต้องอาศัยพวกเคนันไนท์อยู่นอกำแพงเมือง
พวกเคนันไนท์ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม
เรียกผู้อพยพมาอยู่ใหม่เหล่านี้ว่า
"ฮิบรู" (Hebrew)
แปลว่า "พวกข้างโน้น"ต่อมาพวกฮิบรูเริ่มเจริญขึ้นเพราะได้รับขนบธรรมเนียมประเพณีและอารยธรรมจากพวกเคนันไนท์ได้เข้าปะปนกับเจ้าของถิ่นเดิม
จนกลายเป็นพวกเดียวกัน
ระยะนี้พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น
2 พวก คือ
พวกที่อยู่ทางเหนือ
ใกล้ชิดกับพวกเคนันไนท์มาก
มีขนบประเพณีและวิธีการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกันกับพวกเคนันไนท์
ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ยังคนร่อนเร่เลี้ยงสัตว์
ใช้ชีวิตแบบเดิมและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมอยู่
สังคมของพวกฮิบรู
ด้านการปกครอง
สมัยที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่กันเป็นกลุ่ม
ๆ
มีหัวหน้าใหญ่เป็นผู้นำ
เรียกว่า "พาทริอาร์ค"
(Patriarch) แปลว่า "พ่อหมู่"
เป็นผู้ควบคุม
พ่อหมู่หรือหัวหน้าหมู่มีอำนาจเหนือผู้คนและทรัพย์สินของลูกหมู่ทุกคน
ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำการเดินทาง
แม่ทัพ ตุลาการ
ผู้สอนศีลธรรมจรรยา
และเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนด้วย
ด้านศาสนา
พ่อหมู่อธิบายว่าตนทำทุกอย่างตามบัญชาพระผู้เป็นเจ้า
การที่ลูกหมู่ผู้ใดจะได้รับทุกข์สุขขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเขาเอง
ถ้าเขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในพระเจ้าและกระทำความดี
พระเจ้าจะบันดาลให้พบดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และอยู่อย่างเป็นสุข
ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและประพฤติชั่วกันมาก
ๆ
พระเจ้าจะทรงลงโทษให้ได้รับทุกข์
พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา
จนกระทั่งถึงสมัยพ่อหมู่มีนามว่า
"ยาคอบ"
ยาคอบเป็นคนแรกที่ประกาศและปฏิบัติตนเป็นผู้ยึดมั่นในพระเจ้าอย่างเคร่งครัด
ท่านผู้นี้เรียกชื่อตนเองในขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาว่า
"อิสราเอล" (Israel)
แปลว่า "มั่นคงต่อพระเจ้า"
นอกจากนี้ยังได้แบ่งพวกฮิบรูออกเป็น
12 กลุ่ม
แล้วแต่งตั้งบุตร
12
คนของเขาเป็นหัวหน้าปกครองกลุ่ม
ๆ ละ 1 คน พวกฮิบรูจึงเรียกชื่อพวกตนเองว่า
"อิสราเอลไลท์" (Israelite)
แปลว่า "ลูกของอิสราเอล"
นับแต่นั้น

ต่อมาโจเซฟบุตรชายคนหนึ่งของยาคอบ
มีโอกาสเข้าไปรับราชการในราชสำนักของกษัตริย์อียิปต์ทำความดีความชอบที่โปรดปรานของฟาโรห์จนได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี
ระยะนั้นพวกฮิบรูได้พากันอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์
เป็นจำนวนมาก พวกฮีบรูมีร่างกายแข็งแรง
ขยันขันแข็งในการทำงานและมีความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก
เมื่อสิ้นบุญใจเซฟแล้ว
ฟาโรห์องค์ต่อมาได้เกิดไม่ไว้ใจเกร่งว่าพวกฮิบรูจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
จึงแยกฮิบรูให้ไปอยู่รวมกลุ่มกันต่างหากจากพวกตนลดฐานะลงเป็นทาสและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในการก่อสร้างพีระมิด
พวกฮบรูยิ่งได้รับความทุกข์ยากลำบากปริมาณประชากรกลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนฟาโรห์ต้องมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตาม
ครั้งนั้นปรากฏว่าทารกชาวฮิบรูผู้หนึ่งรอดตายจากคำสั่งประหาร
เพราะมารดานำเด็กใส่แพลอยน้ำ
ทารกนั้นเป็นเด็กชาย
เจ้าหญิงอียิปต์องค์หนึ่งพบเข้าและนำไปอุปการะ
ตั้งชื่อว่า "โมเสส"
(Moses) แปลว่า "ผู้รอดตายจากน้ำ"
เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นเป็นผู้มีสติปัญญาดีและได้รับการศึกษาสูงเยี่ยงเจ้าชายองค์หนึ่ง
โมเสสมีจิตเมตตาสงสารพวกฮิบรูที่เป็นทาสถูกเกณฑ์แรงงานสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์และถูกผู้คุมทำทารุณกรรมต่าง
ๆ
ถึงกับสังหารผู้คุมชาวอียิปต์ที่ทารุณนั้น
และลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ราชการ
มาเป็นหัวหน้าวางแผนพาพวกฮิบรูหลบหนีจากอียอิปต์ไปสู่ประเทศปาเลสไตน์เป็นผลสำเร็จ
ดินแดนแห่งนี้พวกฮิบรูถือว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาแห่งพระเจ้า
ที่ทรงประทานให้แก่พวกเขา
ที่ปาเลสไตน์
โมเสสได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชน
ที่ตนพาหลบหนีจากประเทศอียิปต์ตลอดจนพวกอิสราเอลไลท์
ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์
จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า
ณ ดินแดนแห่งนี้
โมเสส
ได้วางรากฐานที่สำคัญให้แก่สังคมฮิบรู
คือ
1)
จัดทำกฎหมายและกำหนดระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลไลท์ขึ้น
กฎหมายและระเบียบการปกครองดังกล่าวมีสารที่สำคัญ
คือให้ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลไลท์
พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้ผู้แทนของพระองค์
(ซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง)
เรียกว่า "ยัดซ์"
(Judge) แปลว่า "ผู้วินิจฉัย"
ทำหน้าที่เป็นตุลาการพิพากษาคดี
แผ่นดินทั้งหมดเป็นสมบัติของพระเจ้า
ห้ามซื้อขาย
ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามทางศาสนาจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก
ผู้กระทำผิดทางอาญาเช่นไร
จะต้องได้รับโทษตอบแทนในทำนองเดียวกัน
(ตาต่อตาฟันต่อฟัน)
2)
ด้านศาสนา
กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว
คือ "ยาเวห์"
หรือ ยะโฮวา" (Yaveh,Yahoveh)
พระเจ้าทรงประทานกฎแห่งความประพฤติ
(ศีล) แก่ประชาชน 10
ประการ เรียกว่า "บัญญัติ
10 ประการ" (Ten Commanments)
เมื่อโมเสสถึงแก่กรรม
ปรากฏว่าพวกฮิบรูมีความสามัคคีและมีกำลังเข้มเข็งขึ้น
โจชัว
คนสนิทของโมเสสสามารถยกกำลังแย่งชิงดินแดนของพวกเคนันไนท์ได้
นับแต่เริ่มอพยพเข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์จนยึดอาณาจักรคานาอันของพวกเคนันไนท์ได้
พวกอาราเอลไลท์
ไม่เคยมีกษัตริย์ปกครอง
จึงไม่สามารถรวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ทั้งหมด
เมื่อตั้งบ้านเมืองใต้ก็ถูกรุกรานจากศัตรูใกล้เคียงพวก
ฟิลิสติน (Philistine)
ซึ่งอพยพจากเกาะครีต
(Crete)
เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบชายทะเลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปาเลสไตน์
พวกอามอไรท์และฮิตไตท์จากทางเหนือ
ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกษัตริย์ปกครอง
พวกอิสราเอลไลท์ได้พร้อมใจกันเลือกหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งในการสงครามผู้หนึ่ง
ชื่อ "ซอล" (Saul)
ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรก
เมื่อประมาณ 1050 ปี
ก่อนคริสต์กาล
สมัยที่พระเจ้าซอล
ปฐมกษัตริย์ปกครองพวกอิสราเอลไลท์
พระองค์มิได้สร้างบ้านเมืองและพระราชวังเป็นที่ประทับ
ยังคงประทับในกระโจมซึ่งพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก
ตอนต้นสมัยแห่งรัชกาลของพระองค์ทรงทำสงครามชนะพวกฟิลิสติน
แต่ปลายรัชกาลทรงประสบความปราชัย
ต่อมาทรงมีพระสติวิปลาสถึงกับพระชนม์พระองค์เองหลังจากพระเจ้าซอลสิ้นพระชนม์แล้ว
พวกอิสราเอลไลท์ได้เลือกอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าซอลผู้สามารถในการสงครามและกล้าหาญที่ถูกพระเจ้าซอลเนรเทศ
ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า
พระเจ้าดาวิด (David)
พระเจ้าดาวิดทรงครองราชย์อยู่ระหว่าง
1705-993 ปีก่อนคริสต์กาล
สมัยของพระองค์นับได้ว่า
เป็นสมัยแห่งความรุ่งโรจน์
ของพวกอิสราเอลไลท์
ทรงตีได้นครเยรูซาเลมของพวกเคนันไนท์และสถาปนาอาณาจักรยูดาห์
(Udah) ขึ้น ณ
บริเวณเนินสูงยูเดีย
และสมัยนี้เองที่พวกฮิบรูหรืออิสราเอลไลท์
เรียกตัวเองว่า "ยูดาย"
หรือ "ยิว" (Jew)
สิ้นรัชสมัยพระเจ้าดาวิด
พระเจ้าโซโลมอน
โอรสพระเจ้าดาวิดทรงทำให้อาณาจักรยูดาห์มั่งคั่ง
และรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด
ทรงสร้างวัดและโบสถ์วิหารงดงามขึ้นในอาณาจักรยูดาห์
ทรงทำนุบำรุงศาสนาประจำชาติของยิวให้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม
ปลายรัชกาลพระเจ้าโซโลมอนทรงปล่อยให้ลัทธิศาสนาฟินิเชียนและอียิปต์
ซึ่งบูชารูปเคารพและนับถือเทพเจ้าหลายองค์
เข้ามาเผยแผ่ทางภาคเหนือ
ทำให้ประชาชนทางเหนือพากันรับนับถือเทพเจ้าของลัทธิศาสนาอื่นมากขึ้น
ประชาชนทางใต้ซึ่งเคร่งครัดในลัทธิศาสนาเดิมของตน
ต่างพากันชิงชังพวกฝ่ายเหนือ
ขณะเดียวกันพวกฝ่ายเหนือซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าพวกทางใต้
ก็ไม่พอใจที่กษัตริย์ของตนทำนุบำรุงศาสนาแต่เฉพาะทางใต้
ดังนั้น
เมื่อพระเจ้าโซโลมอนสิ้นพระชนม์
เมื่อ 953 ปีก่อนคริสต์กาล
อาณาจักรของพวกฮิบรู
จึงแตกแยกออกเป็น 2
อาณาจักรคือ
- อาณาจักรทางเหนือ
เรียกว่า "อิสราเอล"
(Israel) มีเมืองสมาเรีย
(Samaria)
เป็นเมืองหลวง
- อาณาจักรทางใต้
เรียกว่า "ยูดาห์
(Udah)
มีเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง
หลังแตกแยกกันแล้วความขัดแย้งเรื่องศาสนาทำให้สองอาณาจักรเป็นศัตรูกันอย่างรุนแรง
จนถึงกับยกกำลังเข้าทำสงครามกัน
ทั้งสองอาณาจักรจึงเสื่อมโทรมลงตามลำดับ
จนกระทั่งประมาณ 722
ปีก่อนคริสต์กาลอาณาจักรอิสราเอลก็สูญเสียเอกราชแก่พระเจ้าซาร์กอนที่
2 กษัตริย์อัลซีเรียที่มารุกราน
ประชากรถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเกือบทั้งหมด
และอีกประมาณ 10
ปีต่อมา
อาณาจักรยูดาห์ก็เสียเอกราชแก่พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แคเดีย
ผู้ปกครองอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่
เมื่อประมาณ 586
ปีก่อนคริสต์กาล
ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและนครเยรูซาเลมถูกทำลาย
พวกยิวที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย
ณ กรุงบาบีโลเนียตกเป็นเชลยอยู่ประมาณ
50 ปี
จึงได้รับอิสราภาพ
เมื่อพระเจ้าโซรัสมหาราชกษัตริย์เปอร์เซียทรงตีกรุงบาบีโลเนียได้เมื่อ
536 ปีก่อนคริสต์กาล
พระเจ้าไซรัสมหาราช
ทรงปลดปล่อยยิวให้กลับถิ่นเดิม
ยิวได้กลับไปฟื้นฟูครเยซาเลมขึ้นหม่จนมีฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนายิวนับแต่นั้น
อิสราภาพของยิวยืนนานอยู่เพียงชั่วสมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจเท่านั้น
ต่อมาเมื่อจักรวรรดิเปอร์เซียต้องสูญเสียอำนาจแก่กรีก
ยิวก็ต้องตกอยู่ในอำนาจการปกครองของกรีกและเมื่อกรีกสูญเสียอำนาจแก่โรมัน
ยิวก็อยู่ใต้อำนาจการปกครองของจักวรรดิโรมันต่อมา
ยิวต้องตกทุกข์ยากและถูกกดขี่บีบคั้นจากชาติต่าง
ๆที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาปกครองตนต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน
ท่ามกลางความเว้เหว่ประชาชนยิวต่างรอคอยกาลเวลาที่พระเจ้าของตนจะส่งเมสไซอามาช่วยปลดปล่อยสู่อิสราภาพ
ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
ผู้มีพระนามว่า "พระเยซูคริสต์"
(Jesus Christ)
|