Make your own free website on Tripod.com

 
 
ศาสนาคริสต์
ศาสดา
คัมภีร์
หลักคำสอนที่สำคัญ
พิธีกรรม
จุดหมายสูงสุด
นิกายสำคัญ
สัญสักษณ์

 


ศาสนาคริสต์


 ก่อนสมัยพระเยซูประสูติ ชนชาติยิวซึ่งในสมัยโบราณเรียกกันว่า "ฮิบรู" (Hebrew) เป็นชนผิวขาวเผ่าเสมิติคสาขาหนึ่ง มีอาชีพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์อยู่ในทะเลทรายอาระเบีย เคยอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสอยู่ระยะหนึ่ง จนถิ่นที่อพยพเข้าไปอยู่เกิดความแห้งแล้งจึงพากันอพยพต่อไปพวกหนึ่งได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์ " อีกพวกหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ (เมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสต์กาล)

ดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์" (Palestine) ซึ่งฮิบรูพวกหนึ่งอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ครั้งนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 25,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจรดประเทศซีเรีย ทิศใต้จรดประเทศอียิปต์ ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำจอร์แดน ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อพวกฮิบรูอพยพมาสู่ดินแดนนี้ใหม่ ๆ บริเวณดังกล่าวเป็นอาณาจักรของพวกเจริญที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนช้านานแล้ว (ประมาณ 1,500 ปี) เรียกว่า "คานาอัน" (Canaan) ของชนเผ่า "เคนันไนท์" (Cananite)

พวกเคนันไนท์ เป็นชนเผ่าเสมิติคอีกสาขาหนึ่งซึ่งเจริญขึ้น เพราะได้รับอารยธรรมจากอียิปต์และ บาบิโลเนีย สามารถสร้างบ้านเมืองใหญ่โต มีป้อมปราการล้อมรอบ เรียกว่า "นครเยรูซาเลม" (Herusalem)

พวกฮิบรูที่อพยพเข้ามาภายหลังตอนแรก ๆ ต้องอาศัยพวกเคนันไนท์อยู่นอกำแพงเมือง พวกเคนันไนท์ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม เรียกผู้อพยพมาอยู่ใหม่เหล่านี้ว่า "ฮิบรู" (Hebrew) แปลว่า "พวกข้างโน้น"ต่อมาพวกฮิบรูเริ่มเจริญขึ้นเพราะได้รับขนบธรรมเนียมประเพณีและอารยธรรมจากพวกเคนันไนท์ได้เข้าปะปนกับเจ้าของถิ่นเดิม
จนกลายเป็นพวกเดียวกัน ระยะนี้พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น 2 พวก คือ พวกที่อยู่ทางเหนือ ใกล้ชิดกับพวกเคนันไนท์มาก มีขนบประเพณีและวิธีการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกันกับพวกเคนันไนท์ ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ยังคนร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบเดิมและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมอยู่

สังคมของพวกฮิบรู ด้านการปกครอง สมัยที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ มีหัวหน้าใหญ่เป็นผู้นำ เรียกว่า "พาทริอาร์ค" (Patriarch) แปลว่า "พ่อหมู่" เป็นผู้ควบคุม พ่อหมู่หรือหัวหน้าหมู่มีอำนาจเหนือผู้คนและทรัพย์สินของลูกหมู่ทุกคน ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำการเดินทาง แม่ทัพ ตุลาการ ผู้สอนศีลธรรมจรรยา และเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนด้วย ด้านศาสนา พ่อหมู่อธิบายว่าตนทำทุกอย่างตามบัญชาพระผู้เป็นเจ้า การที่ลูกหมู่ผู้ใดจะได้รับทุกข์สุขขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเขาเอง ถ้าเขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในพระเจ้าและกระทำความดี พระเจ้าจะบันดาลให้พบดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และอยู่อย่างเป็นสุข ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและประพฤติชั่วกันมาก ๆ พระเจ้าจะทรงลงโทษให้ได้รับทุกข์

พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งถึงสมัยพ่อหมู่มีนามว่า "ยาคอบ" ยาคอบเป็นคนแรกที่ประกาศและปฏิบัติตนเป็นผู้ยึดมั่นในพระเจ้าอย่างเคร่งครัด ท่านผู้นี้เรียกชื่อตนเองในขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาว่า "อิสราเอล" (Israel) แปลว่า "มั่นคงต่อพระเจ้า" นอกจากนี้ยังได้แบ่งพวกฮิบรูออกเป็น 12 กลุ่ม แล้วแต่งตั้งบุตร 12 คนของเขาเป็นหัวหน้าปกครองกลุ่ม ๆ ละ 1 คน พวกฮิบรูจึงเรียกชื่อพวกตนเองว่า "อิสราเอลไลท์" (Israelite) แปลว่า "ลูกของอิสราเอล" นับแต่นั้น

ต่อมาโจเซฟบุตรชายคนหนึ่งของยาคอบ มีโอกาสเข้าไปรับราชการในราชสำนักของกษัตริย์อียิปต์ทำความดีความชอบที่โปรดปรานของฟาโรห์จนได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี ระยะนั้นพวกฮิบรูได้พากันอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ เป็นจำนวนมาก พวกฮีบรูมีร่างกายแข็งแรง ขยันขันแข็งในการทำงานและมีความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก เมื่อสิ้นบุญใจเซฟแล้ว ฟาโรห์องค์ต่อมาได้เกิดไม่ไว้ใจเกร่งว่าพวกฮิบรูจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงแยกฮิบรูให้ไปอยู่รวมกลุ่มกันต่างหากจากพวกตนลดฐานะลงเป็นทาสและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในการก่อสร้างพีระมิด พวกฮบรูยิ่งได้รับความทุกข์ยากลำบากปริมาณประชากรกลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนฟาโรห์ต้องมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นปรากฏว่าทารกชาวฮิบรูผู้หนึ่งรอดตายจากคำสั่งประหาร เพราะมารดานำเด็กใส่แพลอยน้ำ ทารกนั้นเป็นเด็กชาย เจ้าหญิงอียิปต์องค์หนึ่งพบเข้าและนำไปอุปการะ ตั้งชื่อว่า "โมเสส" (Moses) แปลว่า "ผู้รอดตายจากน้ำ"

เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นเป็นผู้มีสติปัญญาดีและได้รับการศึกษาสูงเยี่ยงเจ้าชายองค์หนึ่ง โมเสสมีจิตเมตตาสงสารพวกฮิบรูที่เป็นทาสถูกเกณฑ์แรงงานสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์และถูกผู้คุมทำทารุณกรรมต่าง ๆ ถึงกับสังหารผู้คุมชาวอียิปต์ที่ทารุณนั้น และลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ราชการ มาเป็นหัวหน้าวางแผนพาพวกฮิบรูหลบหนีจากอียอิปต์ไปสู่ประเทศปาเลสไตน์เป็นผลสำเร็จ ดินแดนแห่งนี้พวกฮิบรูถือว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาแห่งพระเจ้า ที่ทรงประทานให้แก่พวกเขา

ที่ปาเลสไตน์ โมเสสได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชน ที่ตนพาหลบหนีจากประเทศอียิปต์ตลอดจนพวกอิสราเอลไลท์ ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า ณ ดินแดนแห่งนี้ โมเสส ได้วางรากฐานที่สำคัญให้แก่สังคมฮิบรู คือ

1) จัดทำกฎหมายและกำหนดระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลไลท์ขึ้น กฎหมายและระเบียบการปกครองดังกล่าวมีสารที่สำคัญ คือให้ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลไลท์ พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้ผู้แทนของพระองค์ (ซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง) เรียกว่า "ยัดซ์" (Judge) แปลว่า "ผู้วินิจฉัย" ทำหน้าที่เป็นตุลาการพิพากษาคดี แผ่นดินทั้งหมดเป็นสมบัติของพระเจ้า ห้ามซื้อขาย ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามทางศาสนาจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก ผู้กระทำผิดทางอาญาเช่นไร จะต้องได้รับโทษตอบแทนในทำนองเดียวกัน (ตาต่อตาฟันต่อฟัน)

2) ด้านศาสนา กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว คือ "ยาเวห์" หรือ ยะโฮวา" (Yaveh,Yahoveh) พระเจ้าทรงประทานกฎแห่งความประพฤติ (ศีล) แก่ประชาชน 10 ประการ เรียกว่า "บัญญัติ 10 ประการ" (Ten Commanments) เมื่อโมเสสถึงแก่กรรม ปรากฏว่าพวกฮิบรูมีความสามัคคีและมีกำลังเข้มเข็งขึ้น โจชัว คนสนิทของโมเสสสามารถยกกำลังแย่งชิงดินแดนของพวกเคนันไนท์ได้

นับแต่เริ่มอพยพเข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์จนยึดอาณาจักรคานาอันของพวกเคนันไนท์ได้ พวกอาราเอลไลท์ ไม่เคยมีกษัตริย์ปกครอง จึงไม่สามารถรวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ทั้งหมด เมื่อตั้งบ้านเมืองใต้ก็ถูกรุกรานจากศัตรูใกล้เคียงพวก ฟิลิสติน (Philistine) ซึ่งอพยพจากเกาะครีต (Crete) เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบชายทะเลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปาเลสไตน์ พวกอามอไรท์และฮิตไตท์จากทางเหนือ ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกษัตริย์ปกครอง พวกอิสราเอลไลท์ได้พร้อมใจกันเลือกหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งในการสงครามผู้หนึ่ง ชื่อ "ซอล" (Saul) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรก เมื่อประมาณ 1050 ปี ก่อนคริสต์กาล

สมัยที่พระเจ้าซอล ปฐมกษัตริย์ปกครองพวกอิสราเอลไลท์ พระองค์มิได้สร้างบ้านเมืองและพระราชวังเป็นที่ประทับ ยังคงประทับในกระโจมซึ่งพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก ตอนต้นสมัยแห่งรัชกาลของพระองค์ทรงทำสงครามชนะพวกฟิลิสติน แต่ปลายรัชกาลทรงประสบความปราชัย ต่อมาทรงมีพระสติวิปลาสถึงกับพระชนม์พระองค์เองหลังจากพระเจ้าซอลสิ้นพระชนม์แล้ว พวกอิสราเอลไลท์ได้เลือกอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าซอลผู้สามารถในการสงครามและกล้าหาญที่ถูกพระเจ้าซอลเนรเทศ ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าดาวิด (David) พระเจ้าดาวิดทรงครองราชย์อยู่ระหว่าง 1705-993 ปีก่อนคริสต์กาล สมัยของพระองค์นับได้ว่า เป็นสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ ของพวกอิสราเอลไลท์ ทรงตีได้นครเยรูซาเลมของพวกเคนันไนท์และสถาปนาอาณาจักรยูดาห์ (Udah) ขึ้น ณ บริเวณเนินสูงยูเดีย และสมัยนี้เองที่พวกฮิบรูหรืออิสราเอลไลท์ เรียกตัวเองว่า "ยูดาย" หรือ "ยิว" (Jew)

สิ้นรัชสมัยพระเจ้าดาวิด พระเจ้าโซโลมอน โอรสพระเจ้าดาวิดทรงทำให้อาณาจักรยูดาห์มั่งคั่ง และรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ทรงสร้างวัดและโบสถ์วิหารงดงามขึ้นในอาณาจักรยูดาห์ ทรงทำนุบำรุงศาสนาประจำชาติของยิวให้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปลายรัชกาลพระเจ้าโซโลมอนทรงปล่อยให้ลัทธิศาสนาฟินิเชียนและอียิปต์ ซึ่งบูชารูปเคารพและนับถือเทพเจ้าหลายองค์ เข้ามาเผยแผ่ทางภาคเหนือ ทำให้ประชาชนทางเหนือพากันรับนับถือเทพเจ้าของลัทธิศาสนาอื่นมากขึ้น ประชาชนทางใต้ซึ่งเคร่งครัดในลัทธิศาสนาเดิมของตน ต่างพากันชิงชังพวกฝ่ายเหนือ ขณะเดียวกันพวกฝ่ายเหนือซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าพวกทางใต้ ก็ไม่พอใจที่กษัตริย์ของตนทำนุบำรุงศาสนาแต่เฉพาะทางใต้ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าโซโลมอนสิ้นพระชนม์ เมื่อ 953 ปีก่อนคริสต์กาล อาณาจักรของพวกฮิบรู จึงแตกแยกออกเป็น 2 อาณาจักรคือ

  1. อาณาจักรทางเหนือ เรียกว่า "อิสราเอล" (Israel) มีเมืองสมาเรีย (Samaria) เป็นเมืองหลวง
  2. อาณาจักรทางใต้ เรียกว่า "ยูดาห์ (Udah) มีเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง

หลังแตกแยกกันแล้วความขัดแย้งเรื่องศาสนาทำให้สองอาณาจักรเป็นศัตรูกันอย่างรุนแรง จนถึงกับยกกำลังเข้าทำสงครามกัน ทั้งสองอาณาจักรจึงเสื่อมโทรมลงตามลำดับ จนกระทั่งประมาณ 722 ปีก่อนคริสต์กาลอาณาจักรอิสราเอลก็สูญเสียเอกราชแก่พระเจ้าซาร์กอนที่ 2 กษัตริย์อัลซีเรียที่มารุกราน ประชากรถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเกือบทั้งหมด และอีกประมาณ 10 ปีต่อมา อาณาจักรยูดาห์ก็เสียเอกราชแก่พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แคเดีย ผู้ปกครองอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ เมื่อประมาณ 586 ปีก่อนคริสต์กาล ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและนครเยรูซาเลมถูกทำลาย

พวกยิวที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ณ กรุงบาบีโลเนียตกเป็นเชลยอยู่ประมาณ 50 ปี จึงได้รับอิสราภาพ เมื่อพระเจ้าโซรัสมหาราชกษัตริย์เปอร์เซียทรงตีกรุงบาบีโลเนียได้เมื่อ 536 ปีก่อนคริสต์กาล พระเจ้าไซรัสมหาราช ทรงปลดปล่อยยิวให้กลับถิ่นเดิม ยิวได้กลับไปฟื้นฟูครเยซาเลมขึ้นหม่จนมีฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนายิวนับแต่นั้น

อิสราภาพของยิวยืนนานอยู่เพียงชั่วสมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจเท่านั้น ต่อมาเมื่อจักรวรรดิเปอร์เซียต้องสูญเสียอำนาจแก่กรีก ยิวก็ต้องตกอยู่ในอำนาจการปกครองของกรีกและเมื่อกรีกสูญเสียอำนาจแก่โรมัน ยิวก็อยู่ใต้อำนาจการปกครองของจักวรรดิโรมันต่อมา ยิวต้องตกทุกข์ยากและถูกกดขี่บีบคั้นจากชาติต่าง ๆที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาปกครองตนต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ท่ามกลางความเว้เหว่ประชาชนยิวต่างรอคอยกาลเวลาที่พระเจ้าของตนจะส่งเมสไซอามาช่วยปลดปล่อยสู่อิสราภาพ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้มีพระนามว่า "พระเยซูคริสต์" (Jesus Christ)

 
.