พิธีกรรมที่สำคัญ


ศีลล้างบาป
( Baptism )

 รูปแบบและความหมายของศีลล้างบาปสืบทอดมาจากประเพณีของอิสราเอลนับแต่พันธสัญญาเดิม การชำระล้างด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการชำระทางจิตใจ ( ดูอพย.40/ 12 ; ลนต. 8 / 6 ฯลฯ )เป็นการ “ ผ่าน “ ความตายเข้าสู่ชีวิตเหมือนกับชาวอิสราเอลข้ามทะเลแดง พันจากความเป็นทาสของอียิปต์ ส่วนรูปแบบพิธีกรรมการล้างบาปนั้นก็รับมาจากประเพณียิว ดังที่ยอห์น บับติสท์เองก็ได้กระทำ ไม่มีาการกล่าวถึง “ สูตร “ หรือพิธีการต่าง ๆ ในการล้างบาป แต่ก็เข้าใจว่า เป็นการลงไปในน้ำ หรือ

ใช้น้ำรดที่ศีรษะ พร้อมกับออกพระนามพระเจ้าพระบิดา พระบุตรและพระจิต ดังที่เซนต์จัสติน ปิตาจารย์ในต้นศตวรรษที่สองได้บันทึกไว้ว่า

“ กล่าวถึงการล้างบาปให้ล้างบาปดังนี้ หลังจากได้บรรยายทั้งหมดแล้วให้ล้างบาปในพระนามพระบิดา พระบุตรและพระจิต ในน้ำที่ ( มีกระแสน้ำ ) ไหล หากไม่มีน้ำที่ไหล ก็ลงล้างในน้ำแบบอื่น หากไม่สามารถล้างในน้ำเย็น ก็จงล้างในน้ำอุ่นและหากไม่มีน้ำทั้งสองแบบก็จงใช้น้ำรดศีรษะสามหน ในพระนามของพระบิดาและพระบุตรและพระจิต และก่อนที่จะล้าง ให้ผู้ทำพิธีล้างและผู้รับศีลล้างตลอดจนคนอื่น ๆ ด้วยถ้าเป็นไปได้ จำศีลอดอาหาร และท่านต้องสั่งผู้รับพิธีล้างให้จำศีลอาหารเป็นเวลาหนึ่งหรือสองวันก่อนพิธี “ 139

ก่อนจะรับพิธีล้างบาป มีการเตรียมตัวเป็นเวลานาน บางครั้งนับเป็นปี ผู้ที่เตรียมตัวรับศีลล้างบาปนี้เรียกว่า “ Catechumen “ โดยการเรียนรู้หลักธรรมคำสอนต่าง ๆ ของพระศาสนจักร พร้อมกับการภาวนาและร่วมพิธีกรรมบางพิธีได้ เช่น ร่วมมิสซาภาคแรกซึ่งเป็นภาคเตรียมนั้นได้ พิธีกรรมเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เปลี่ยนแต่เพียงการเตรียมตัวซึ่งสั้นลง และรายละเอียดต่าง ๆ ในระหว่างพิธีกรรมนั้นเท่านั้น

เป็นที่แน่ชัดว่า พิธีล้างบาปกระทำกับผู้ใหญ่ ไม่มีหลักฐานว่าในศตวรรษต้น ๆ นั้นมีการล้างบาปเด็กหรือไม่ แต่ได้เริ่มปฏิบัติกันในต้นยุคกลาง สังคายนาเตรนท์ได้ย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลบล้างบาปกำเนิดแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นการตีความและถกเถียงกันมากตลอดมา อย่างไรก็ดีถือเป็นประเพณีปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ว่า บิดามารดานำบุตรที่เกิดใหม่ไปรับศีลล้างบาป โดย “ พ่อทูนหัว “ ( Godfather ) หรือ “ แม่ทูนหัว “ ( Godmother ) ไปด้วยทั้งพ่อแม่และพ่อแม่ทูนหัวเป็นตัวแทนของเด็กในการประกาศความเชื่อ เป็นผู้รับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดูให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้มีความเชื่อ นอกนั้นประชาคมคริสต์เองก็มีส่วนร่วมและรับผิดชอบด้วยเช่นกัน เพราะเด็กผู้นั้นกลายเป็นส่วนของประชาคมคริสต์แล้วอย่างสมบูรณ์ ตามปกติจะกระทำพิธีล้างบาปในวัดในคืนวันปาสกา หรือวันอาทิตย์ หรือวันที่เห็นว่าเหมาะสม ความหมายก็คือให้เป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในรหัสธรรมการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นวันที่ประชาคมคริสต์เองก็มาร่วมชุมนุมกันมากที่สุด

ในกรณีปกติผู้กระทำพิธีโปรดศีลล้างบาปคือพระสงฆ์ ในกรณีที่เด็กหรือผู้ใหญ่อยู่ในอันตรายถึงแก่ชีวิต ชาวคริสต์ทุกคนมีสิทธิ์โปรดศีลล้างบาปได้ ในกรณีเช่นนี้พิธีกรรมการล้างบาปก็มีแต่เพียงส่วนที่สำคัญที่สุด คือการเทน้ำลงบนศีรษะของเด็กหรือผู้ใหญ่นั้น และกล่าวว่า

"ฉันล้างเธอในพระนามของพระบิดา พระบุตรและพระจิต"


ศีลอภัยบาป
( Penance )

หากพิจารณาชีวิตมนุษย์ในฐานะที่พระเจ้าทรงสร้างมาให้เป็นพระฉายาของพระองค์และดำเนินชีวตเพื่อไปสู่จุดหมายสุดท้าย คือความเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์กับพระองค์แล้ว “ บาป “ ไม่ใช่สิ่งที่มี “ ตัวตน “ ในตัวของมันเอง แต่เป็นสภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้าในลักษณะของความ “ เหินห่าง “ เป็นความผิดของมนุษย์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า เขา “ แปลกแยก “ จากวิถีแห่งชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างมา เหขาเป็น “ ฉายที่มัวหมอง “ ไม่บริสุทธิ์ “ หันหลัง “ ให้กับพระเจ้าและหันหลังให้กับชีวิตที่แท้จริงของตนเอง แต่ในประวัติศาสตร์แห่งความรอด พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งมนุษย์ไม่ว่าจะกระทำผิดมากสักเพียงใด พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เป็นพยานในเรื่องนี้ คำสอนและชีวิตของพระเยซูคริสต์แสดงให้เห็นถึง “ ความรัก “ ของพระเจ้าที่มีต่อคนบาป ไม่ได้ทางรอให้กลับมาเหมือนบิดาของลูกล้างผลาญเท่านั้น แต่ตามหาเหมือนชุมพาบาลตามหาแกะที่หายไป พบแล้วก็แบกใส่บ่ากลับบ้านด้วยความยินดี พระองค์มิได้ทรงสอนเรื่องการให้อภัยเท่านั้น ทรงให้อภัยด้วย ทรงคบหาสมาคมกับคนบาป รับประทานอาหารกับพวกเขา ทรงเรียกเขาให้เป็นศิษย์ ( มัทธิว – คนเก็บภาษี ) ความสัมพันธ์นี้เป็นความสัมพันธ์ที่ “ เสมอภาค “ พระเจ้าไม่อาจบังคับมนุษย์ได้ เขามีเสรีภาพที่ที่จะเลือกตัดสินใจเอง ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับพระเจ้าในพันธสัญญาเดิอมคือภาพของเสรีภาพนี้ จนกระทั่งเมื่อพระเยซูคริสต์ทรางปรากฏมามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ยอมรับพระองค์

ในยุคแรก ๆ นั้น การสารภาพบาปกระทำพร้อมกันในภาคแรกของการถวายบูชามิสซา สำหรับบาปหนักหรือบาปอันเป็นที่รู้เห็นกันในสาธารณะและมีผลกระทบเป็นที่สะดุดต่อผู้อื่น ๆ เช่น การล่วงเวลาประเวณี การฆ่าคน ก็จะต้องสารภาพต่อหน้าประชาคม และต้องได้รับ “ โทษ “ หรือการ “ ใช้โทษบาป “ ต่อหน้าคนอื่น ๆ ด้วย ต่อมาในต้นยุคกลางประเพณีนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นการสารภาพบาปโดยส่วนตัวกับพระสงฆ์ ซึ่งพิจารณาความผิดและการใช้โทษบาปเป็นกรณี ๆ ไป อย่างไรก็ดีสำหรับบาปหนักที่รู้กันในสาธารณะก้ยังให้ใช้โทษบาปในที่สาธารณะด้วย พิธีกรรมนี้ได้มีลักษณะที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยพระ ศาสนจักรได้ออกเกณฑ์ที่ว่าด้วยการใช้โทษบาปต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงหลักเกณฑ์ที่ พระสงฆ์จะพิจารณาแต่ละกรณีไปเท่านั้น ว่าผู้ที่ทำบาปควรจะใช้โทษบาปอย่างไร เงื่อนไขของศีลบาปอภัยบาป หรือการที่บุคคลผู้หนี่งจะ “ คืนดี ” กับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ คือ

1. ความสำนึกผิด เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด หากไม่มีการ “ กลับใจ “ ส่วนอื่น ๆ ก็ไม่มีความหมาย สำนึกนี้ทำให้เห็นว่า บาปเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ บาปคือสาเหตุแห่งทุกข์และความชั่วร้ายทั้งมวล เขาปรารถนาจะคืนดีกับพระเจ้าและเพื่อมนุษย์

2. การสารภาพบาป คือการไปสารภาพความผิดบาปหนักต่าง ๆ กับพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระเจ้า เป็นการแสดงออกถึงการกลับใจของตนเอง พร้อมที่จะได้รับการอภัย

3. การอภัยบาป พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้แทนของพระเจ้าได้รับสิทธิอำนาจให้ผูกหรือแก้ได้ จะรับฟังบาปต่าง ๆ แนะนำวิธีแก้ไขและดำเนินชีวิตใหม่ ให้ชดเชยความผิดในลักษณะที่เหมาะสม และท้ายที่สุดจะยกบาปให้ โดยพระสงฆ์จะสวดบทภาวนาว่า “ พระเป็นเจ้า พระบิดาผู้ทรงพระเมตตาได้ทรงทำให้โลกคืนดีกับพระองค์ อาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระบุตร และทรงส่งพระจิตมาเพื่ออภัยบาปมนุษย์ ขอพระองค์ประทานพระเมตตาและสันติสุขแก่ท่านอาศัยศาสนบริการของพระศาสนจักร ข้าพเจ้าจึงอภัยบาปทั้งสิ้นของท่านเดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิต “

4. การใช้โทษบาป การไปสารภาพบาปและการที่พระสงฆ์ยกบาปให้ยังไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นบริบูรณ์แล้ว ผู้ที่กระทำบาปต้องไปชดใช้สิ่งที่ได้กระทำบาป ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นต้องทำให้ดีเช่นเดิม การผิดต่อความยุติธรรมและความรักและบัญญัติข้ออื่น ๆ จะต้องได้รับการชดเชย ตามที่พระสงฆ์จะพิจารณาและกำหนดให้

ศีลอภัยบาปไม่ใช่เรื่อง “ ส่วนตัว “ เท่านั้นเป็นเรื่องของพระศาสนจักรทั้งหมดในฐานะประชาคม จึงสารภาพบาปพร้อมกันทุกครั้งก่อนพิธีบูชามิสซา และการที่แต่ละคนไปสารภาพบาป ก็กระทำในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักรเพื่อทำให้พระกายของพระคริสต์นี้ศักดิ์สิทธิ์ไปสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันแรก และสำคัญที่สุดของสังคมวัฒนธรรมทุกเผ่า


ศีลบวช

พระศาสนจักรในฐานะที่เป็นสถาบันศาสนาที่มีรูปแบบทางสังคม มีโครงสร้างซึ่งสืบทอดและพัฒนาขึ้นมาจากประเพณีของอิสราเอลในพันธสัญญาเดิม ของบรรดาสาวกและชาวคริสต์ในยุคแรก ๆ อันเนื่องจากคำสั่งสอนและการปฎิบัติของพระเยซูคริสต์ และการประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมในตะวันตกจากพื้นฐานความเชื่อของการเป็นประชากรของพระเจ้า เป็นประชาคมของผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า ทุกคนเท่าเสมอกันในหน้าที่ในประชาคมนี้ ทุกคนมีพระพรพิเศษของพระเจ้าให้ทำหน้าที่พิเศษของตนเองดังที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายย่อมมีหน้าที่ต่าง ๆ กันไป ( ดู1 คร. 12 ) พระศาสนจักรมีแต่เพียง “ ศีรษะ” เดียว คือ พระเยซูคริสต์ก็จริง แต่ในประชาคมก็มี “ ผู้แทน “ ซึ่งพระองค์ได้ทรงมอบอำนาจให้กระทำหน้าที่ต่าง ๆ ประเพณีเหล่านี่คือพื้นฐานความเป็นมาของศีลศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระสังฆราชและพระสงฆ์ หรือศีลบวช

หากจะพิจารณาที่มาของศีลนี้จากพันธสัญญาใหม่แต่เพียงอย่างเดียวก็คงเป็นเรื่องที่กระทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะไม่ปรากฎอย่างชัดเจนว่าได้มี “ ศีลบวช “ หรือมีการแต่งตั้ง “ พระสงฆ์ “ แต่การที่ พันธสัญญาใหม่ไม่ได้พูดถึงอย่างชัดเจนก็ไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นหรือเป็นเรื่องที่คิดกันเองตั้งกันเองภายหลังทั้งหมด จำเป็นต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมทั่วไปของสังคมยุคแรกนั้น ตลอดจนพิจารณาประเพณีของพันธสัญญาเดิมและประเพณีของพระศาสนจักรเองในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์แห่งความรอด

บทบาทของพระสงฆ์ในศควรรษแรก ๆ เป็นเพียงผู้ช่วย ซึ่งไม่มีลักษณะเด่นในสังคม จนกระทั่งเมื่อศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาประจำอาณาจักรนับแต่ต้นศตวรรษที่สี่ พระสงฆ์ร่วมกับพระสังฆราชกลายเป็น “ ชนชั้น “ พิเศษทางสังคมและมีอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากกว่าประชาราษฎร์ทั่วไป

หากพิจารณา “ พระสงฆ์ “ ในฐานะที่ได้รับเลือกสรรจากพระเจ้าให้ทำหน้าที่พิเศษในประชาคมของพระองค์แล้ว สังฆภาพของพระสงฆ์ย่อมแตกต่างจากสังฆภาพของสัตบุรุษ เป็นความแตกต่างทางาภาพแห่งชีวิต ไม่ใช่แต่เพียงลำดับขั้น ( Ontological, not gradual ) พระสงฆ์ไม่ใช่สัตบุรุษคนหนึ่งที่ได้รับหน้าที่พิเศษ แต่เขาได้รับการเรียกและเลือกสรรจากพระเจ้าให้มอบชีวิตทั้งหมดในการรับใช้ประชากรของพระองค์ สังคายนาวาติกันที่สองกล่าวถึงหน้าที่ต่าง ๆ ของพระสงฆ์ไว้ว่า

การที่ศีลบวช หมายถึง การที่พระเจ้าทรงเลือกสรรบุคคลบางคนให้ทำหน้าที่พิเศษอันเป็นการรับใช้นี้ จึงมีการบวชได้เพียงครั้งเดียว ประเพณีนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในประเด็นที่ว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ประทับ “ ตรา “ ไว้ในบุคคลผู้รับ ทำให้เขาเป็น “ พระสงฆ์ตลอดนิรันดร “ การเน้น “ ตรา “ นี้ทำให้มีการจำกัดหน้าที่ของการรับใช้ในพระศาสนจักรสำหรับพระสงฆ์ สังคายนาวาติกันที่สองได้ให้โอกาสแก่ฆราวาสมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้มากไปกว่านี้ ที่จริงเรื่อง “ ตรา “ เป็นเรื่องของสถานภาพของบุคคลผู้รับศีลบวช ซึ่งเข้ามีส่วนร่วมกับคนอื่น ๆ ในฐานะคณะหนึ่งเดียว เขามีหน้าที่พิเศษบางอย่างที่ทำให้เขาแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ในฐานะคณะหนึ่งเดียว เขามีหน้าที่พิเศษบางอย่างที่ทำให้เขาแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้แยกออกจากคนอื่นในประชาคมเดียวกันนี้ พระศาสนจักรสามารถยกเลิกหน้าที่พิเศษสำหรับพระสงฆ์องค์หนึ่งองค์ใดได้ ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรซึ่งเป็นเรื่องการบริหารมากกว่าที่จะเป็นเรื่องหลักความเชื่อ ( Dogma ) เขาได้รับพระหรรษาทานพิเศษจากพระจิตของพระเจ้าในการรับศีลนี้ ทำให้เขาร่วมกับคนอื่น ๆ ที่เป็นพระสงฆ์ ร่วมกันทำหน้าที่ประกาศรหัสธรรมความเชื่อ ประกอบพิธีกรรมและให้บริการแก่ประชาคม ทั้งนี้โดยมีมิติของอาณาจักรพระเจ้าในวาระสุดท้ายอยู่ในหน้าที่นี้ ภารกิจของเขาเป็นการเตรียมการเสด็จมาของพระคริสต์และทำให้เป็นจริงในขณะปัจจุบัน