คัมภีร์ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู


พระเวท

 

คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดได้แก่ คัมภีร์พระเวท คำว่า “เวทะ” หรือ “เวท” แปลว่า ความรู้ เป็นคำหมายถึงความรู้อันมิได้ขีดเขียนไว้ เป็นของทิพย์ออกมาจากพระพรหม เป็นของเกิดขึ้นเอง ความรู้อันเป็นทิพย์หรือพระเวทนี้เกี่ยวข้องกับ “ศัพทะ” คือ เสียงซึ่งเป็นของมีอยู่ชั่วนิรันดร เสียงทิพย์ดังกล่าวได้ยินเฉพาะฤษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ กลุ่มพระฤษีทั้งเห็นทั้งได้ยินพระเวท บางครั้งจึงได้นามว่า “ทฤษี” แปลว่า ผู้เห็น พระเวทที่ได้เห็นได้ยินนี้ถ่ายทอดกันมาด้วยการท่องจำปากเปล่า ผู้ที่รับถ่ายทอดเป็นคลังแห่งพระเวททั้งเสียงอันเป็นทิพย์และหัวใจบทสวดต่าง ๆ ได้แก่ พวกพราหมณ์ เพราะฉะนั้นหลักฐานแห่งพระเวทจึงมี 2 ชั้น คือ ชั้น ศรุติ หมายถึง การที่ฤษีได้ยินเสียงทิพย์นั้นมาด้วยตนเอง และชั้น สมฤติ หมายถึง การจำได้หรือถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาทางความทรงจำ

คัมภีร์พระเวทแยกเป็น 3 คัมภีร์ จึงได้นามอีกอย่างหนึ่งว่า ไตรเวท หรือ ไตรเวท ไตรเวทนั้นมีดังนี้

1.ฤคเวท ว่าด้วยบทสำสวดสรรเสริญพระเจ้า เป็นคำร้อยกรอง

2.ยชุรเวท ว่าด้วยบทบูชายัญ เป็นตำรากระทำพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นคำร้อยแก้ว

3.สามเวท ว่าด้วยบทสวดสั้น ๆ สำหรับใช้ในการประกอบพิธีกรรมของประชาชน

 

ต่อมาพวกพราหมณ์ได้คัดเวทมนต์ต่าง ๆ ขึ้นไว้อีกแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ สำหรับใช้ภาวนาในการเสกเป่าหรือรายมนต์ ในทางไสยศาสตร์ คัมภีร์ที่ได้รวบรวมใหม่นี้มีนามว่า อาถรรพเวท รวมเป็น 4 พระเวท แต่ว่าได้เรียกเป็นคัมภีร์ไตรเวทมาเสียจนเคยชิน แม้จะได้รวบรวมขึ้นอีกเวทหนึ่งก็คงเรียกคัมภีร์ไตรเวทหรือไตรเทพอยู่นั่นเอง

พระเวททั้ง 4 ดังกล่าว แต่ละพระเวทประกอบด้วยลักษณะ 4 ประการคือ

1.มันตระ มนต์สำหรับสวดสรรเสริญพระเจ้า เป็นคำฉันท์ และเป็นหลักฐานที่เก่าที่สุดของศาสนาพราหมณ์ เป็นบทประพันธ์ของนักกวี

2.พราหมณะ คำอธิบายในการวดและทำพิธีกรรม เป็นร้อยแก้ว และมีความเก่ารองลงมา เป็น บทประพันธ์ของพระหรือของพราหมณ์

3.อารัญญกะ หลักคำสอนลึกซึ้งว่าด้วย มนุษย์ โลก ชีวาตมัน และปรมาตมัน เหมาะที่ไปนึกตรึกตรองในที่สงัด เช่น ในป่า เป็นร้อยแก้วมีอายุน้อยกว่าพราหมณะ เป็นบทประพันธ์ของนักปรัชญา

4.อุปนิษัท หลักปรัชญาอันเป็นแก่นสารในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้จากสมัยอารัญญกะอีกทอดหนึ่ง เป็นร้อยแก้ว เป็นบทประพันธ์ของนักปรัชญาเช่นกัน ดังนั้นบางท่านจึงจัดอารัญญกะและอุปนิษัทอยู่ในสมัยเดียวกัน

 

ต่อมาได้มีวรรณคดีที่แต่งขึ้นภายหลัง ซึ่งแบ่งหัวข้อออกเป็น 4 คือ

1.เวทางคะ องค์หรือส่วนแห่งพระเวท ซึ่งผู้ศึกษาพระเวทจำเป็นต้องมีความรู้เป็นพื้นฐาน มี 6 องค์คือ

(1) ศึกษาศาสตร์ ว่าด้วยวิธีอ่านออกเสียงพระเวทให้มีเสียงเสนาะ

(2)ฉันทศาสตร์ ว่าด้วยการประพันธ์บทร้อยกรอง

(3)ไวยากรณศาสตร์ ว่าด้วยไวยากรณ์

(4)นิรุกติศาสตร์ ว่าด้วยรากศัพท์

(5)ไชยติสศาสตร์ ว่าด้วยตำราดาราศาสตร์และโหราศาสตร์

(6)กัลปศาสตร์ ว่าด้วยจารีตพิธีกรรมต่าง ๆ

2.สมารติสูตร ว่าด้วยกฎที่เป็นประเพณีสืบกันมา

3.ธรมศาสตร์ ว่าด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายของมนุและยาชญวัลกยะ

4.ภักติศาสตร์ ว่าด้วยความภักดีอันรวมทั้งอิติหาสะ (นิยายเรื่องมหาการตะและรามายณะ ก็รวมอยู่ในอิติหาสะนี้) ปุราณะปุราณประวัติ และแบบพิธีกรรมและการบูชา