Make your own free website on Tripod.com

ศาสดาของศาสนายูดา
ศาสดาของศาสนายูดา คือ โมเสส โมเสสเป็นบุตรของชาวฮิบรู ที่ตกเป็นทาสรับใช้ในอียิปต์เกิดในสมัยที่เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดคือ ฟาโรห์กรุงอียิปต์สั่งให้ประหาร
เด็กทารกชายทุกคนที่เกิดใหม่ขึ้นมา แม่ของโมเสสจึงได้หาวิธีช่วยให้โมเสสรอดชีวิตโดยการ วางโมเสสไว้ในกระจาดแล้วปล่อยให้
ไหลไปตามแม่นำไนล์ พอดีธิดาองค์ฟาโรห์ เจอเข้าจึงได้ช่วยชีวิตและนำไปชุบเลี้ยง
ธิดาฟาโรห์ได้รับเลี้ยงโมเสสเป็นบุตรบุญธรรม โดบมอบให้หญิงรับใช้คนสนิทปเลี้ยงอย่างลับๆ ได้รับการศึกษาอย่างดีจนเติบโต
เนื่องจากโมเสสมีสายเลือดชาวฮิบรูจนเป็นคนขี้สงสาวชาวฮิบรู วันหนึ่งโมเสส ออกนอกวังไปเจอผู้คุมเฆี่ยนตีชาวฮิบรูจนตาย 
จนเข้าไปฆ่าผู้คุมแล้วได้หนีออกจากอียิปต์ไปยังเมืองมิเดียนในอาหรับ บวชและเปลี่ยนชื่อเป็นโฮบับ ได้แต่งงานกับลูกสาวนักบวช
ในเมืองดังกล่าว ในที่สุดฟาโรห์องค์ก่อนก็สิ้นพระชนม์ ฟาโรห์องค์ใหม่ได้อภัยโทษให้โมเสส แต่โมเสสต้องลดฐานะเป็นทาส
ระหว่างนั้นเองโมเสสได้เป็นหัวหน้ารวบรวมทาสชาวฮิบรูก่อตั้งเป็นสมาคมก่ออิฐ ครั้งหนึ่งโมเสสได้ขอฟาโรห์ให้ปล่อยชาวฮิบรูออกนอก
ประเทศแต่ไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาเกิดโรคระบาดทั่วประเทศฟาโรห์เข้าใจว่าพระเจ้าลงโทษเนื่องกักขังชาวฮบรูไว้จึงอนุญาตให้ชาว
ฮิบรูออกนอกประเทศได้
เมื่อโมเสสออกนอกอียิปต์ก็บัญญัติให้ชาวฮิบรูนับถือพระเจ้าองค์เดียว และบังคับให้ชายทุกคนขลิบหนังหุ้มปลยอวัยวะเพศเพื่อความ
สะอาด ต่อมาทางอียิปย์
เกิดวิตกว่าชาวฮิบรูจะกลับมาก่อการร้ายเลยได้ให้ทหารตามปฆ่าชาวฮิบรูเสียให้สิ้น ทหารอียิปต์ตามไปทันขณะชาวฮิบรูข้ามทะเลแดง
นำแหวกให้ชาวฮิบรูเดินข้ามได้สะดวก พอชาวอียิปต์ข้าวทะเลแดงบ้างนำก็ท่วมทหารอียิปต์ตายมากมาย ระหว่างเดินทางชาวฮิบรู
ก็เกิดแตกความสามัคคี โมเสสจึงขึ้นเขาซีไน เพื่อคิดหาวิธีแก้ไข เมื่อโมฌสสกลับลงมาก็ได้นำแผ่นจารึกบัญญัติ 10 ประการ
2แผ่น บอกว่าพระเจ้าได้แสดงแก่ตนบนภูเขา ชาวฮิบรูก็ได้รับเอาบัญญัติ 10 ประการขอพระเจ้าเป็นหลักปฏิบัติ ในที่สุดโมเสสก็นำชาว
ฮิบรูมาถึงยังดินแดนลุมแม่นำจอร์แดนและได้ยึดเอาดินแดนดังกล่าวตั้งเป็นอาณาจักรยูดา และเรียกตัวเองว่าอิสราเอล

คัมภีร์ของศาสนายูดา
คัมภีร์ของศาสนายูดาหมายถึง คัมภีร์ไบเบิ้ลแต่หมายถึงคัมภีร์ไบเบิ้ลตอนแรกเท่านั้น ที่ชาวคริสต์เรียกว่า Old testament
พระคัมภีร์เก่า

ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันทั้งชาวยิวและชาวคริสต์มีความจุประมาณ ของคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมด ได้บันทึกไว้เป็นภาษาเฮบรูโบราณ และภายหลังได้แปลเป็นภาษาละตินและภาษาอังอังกฤษ แบ่งเป็น 3 ตอน คือ

ตอนที่ 1 เพนทาทุก (Pentateuch) แปลว่า หนังสือ 5 เล่ม ซึ่งบางครั้งรวมเรียกว่า คัมภีร์ไตราห์ (Torah) แปลว่า กฎหมาย เป็นคัมภีร์ส่วนที่ได้บันทึกไว้ถึงการกระทำและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้ชาวยิวยึดถือปฏิบัติ ในเชิงประวัติแล้วอาจกล่าวได้ว่า เพนทาทุกเป็นหนังสือที่ว่าด้วยการเริ่มต้นของชาวยิว 5 เล่ม คือ

1.ปฐมกาล (Genesis) หนังสือเล่มแรก กล่าวคือความเป็นของจักรวาลและมนุษยชาติรวมทั้งเรื่องราวของมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและอีรา เรื่อยมาจนถึงอับราฮัมได้ทำสัญญาพิเศษต่อพระเจ้าสัญญานี้ได้สืบทอดต่อมาในบรรดาลูกหลานของอับราฮัมซึ่งเป็นต้นตระกูลของชาวอิสราเอลนั่นเอง

2.อพยพ (Exodus) เป็นหนังสือเล่มที่สอง กล่าวถึงเรื่องราวที่พระเจ้าได้ช่วยชาวอิสราเอลให้รอดพ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ โดยทรงมอบหมายให้โมเสสเป็นผู้นำชาวอิสราเอลออกมาสู่ความเป็นอิสระ นอกจากนั้นพระเจ้ายังทรงสำแดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่สายตาของชาวอิสราเอลด้วย เช่น การช่วยให้ชาวอิสราเอลรอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกอียิปต์ที่ทะเลแดง เป็นต้น จากนั้นก็กล่าวถึงพันธะสัญญาที่พระเจ้ามอบหมายให้แก่ชาวอิสราเอลผ่านโมเสสที่ภูเขาซิไน เรียกว่า บัญญัติ 10 ประการ

3.เลวีนิติ (Leviticus) กล่าวถึงวิธีประกอบศาสนพิธีในกรณีต่าง ๆ รวมทั้งกฎข้อห้ามโดยเฉพาะที่พระต้องถือปฏิบัติโดยย่อ อาจกล่าวได้ว่าอพยพและเลวีนิติ เป็นรากฐานแห่งกฎเกณฑ์ที่จะรักษาไว้ซึ่งพันธะสัญญาที่ชาวอิสราเอลได้ถวายไว้แก่พระเจ้า

4.กันดารวิถี (Numbers) และเฉลยธรรมบัญญัติ (Deuteronomy) เป็นหนังสือที่เล่าถึงประวัติของชาวอิสราเอลที่เร่ร่อนอยู่นานถึง 40 ปี จนได้เข้าไปสู่ที่ราบโมอับ และในที่สุดก็จะได้เข้าสู่ดินแดนคานาอันซึ่งถือเป็นดินแดนแห่งพันธะสัญญา (Promised Land) ต่อไป

ตอนที่ 2 ศาสดาพยากรณ์ (Prophets) พระคัมภีร์เก่าส่วนนี้เป็นบันทึกเรื่องราวคำสอน และ คำทำนายของศาสดาพยากรณ์ของชาวยิวซึ่งเกิดขึ้นในสมัยต่าง ๆ กัน แบ่งเป็นบทย่อยได้ถึง 21 ตอน โดยเนื้อหาสาระแล้วอาจแบ่งเป็นภาคใหญ่ ๆ ได้ 3 ภาค คือ ภาคประวัติศาสตร์ ภาคศาสดาพยากรณ์ และภาคศาสดาพยากรณ์ย่อย (เพราะเรื่องราวของศาสดาพยากรณ์เหล่านี้มีน้อยกว่า)

ตอนที่ 3. ฮาจิโอกราฟา (Hagiographa) พระคัมภีร์เก่าส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิซึ่งไม่อาจจัดอยู่ในจำพวกที่กล่าวถึงแล้ว เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด เช่น เป็นวรรณคดีหลักของพันธะสัญญาเดิมที่มีความไพเราะในเชิงกวีสูง ได้แก่ เพลงสดุดี สุภาษิต เพลงคร่ำครวญ และเป็นพงศวาดาร เป็นต้น


หลักคำสอนที่สำคัญ

หมายถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำกับพวกเขา บัญญัติสิบประการของยูดาจะต่างกับศาสนาคริสต์นิดหน่อย
1.จงนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว

2. อย่าบูชารูปเคารพ

3.วัอย่าออกนาม "ยะโฮวา"เปล่าๆโดยไม่เคารพ

4.จงฉลองวันซะบาโต

5.จงนับถือบิดามารดาของตน

6.อย่าฆ่าคน

7.อย่าล่วงประเวณี

8.อย่าลักทรัพย์

9.อย่าเป็นพยานเท็จ

10.อย่าคิดโลภในสิ่งของของผู้อื่น


พิธีกรรมของศาสนายิวหรือยูดา
1. พิธีเข้าสุหนัต พิธีนี้เรียกว่า พิธีกรรมเข้าสุหนัต เมื่อเด็กชายยิวมีอายุ 8 วัน จะต้องเข้าสุหนัต ซึ่งเป็นพิธีที่ได้จากพระบัญญัติที่มอบให้กับอับราฮัมและบุตรของเขา เด็กผู้เข้าสุหนัตจะต้องปฏิญาณตนที่จะประพฤติตามคัมภีร์โตราห์
2. พิธีแต่งงาน การแต่งงานของชาวยิวคือพันธสัญญาตามกฎข้อบังคับทีสำคัญยิ่งะหว่างคนสองคนสองเพศต่อหน้าสักขีพยาน สิ่งสำคัญยิ่งในพิธีนี้คือการที่เจ้าบ่าวจะต้องมอบของมีค่าแก่เจ้าสาวโดยปกติแล้วจะเป็นแหวนกับเปล่งวาจาว่า เธอเป็นของฉันเพราะแหวนนี้ตามกฎของโมเสสและอิสราเอล หลังจากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะร่วมกันดื่มไวน์แก้วเดียวกัน เจ้าสาวจะมอบเอกสารการสมรสแก่เจ้าบ่าว ในเอกสารนั้นจะระบุไว้ว่า ฝ่ายภรรยามีความอิสระที่จะแต่งงานกับชายอื่นได้
3. พิธีศพและพิธีไว้ทุกข์ เมื่อมีคนตาย ก็จะนำเอาศพผู้ตายมาชำระชะล้างให้สะอาด สวมใส่เสื้อผ้าชุดขาว และต้องไปฝัง (ห้ามเผา) ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
4. พิธีเกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนา 
4.1 วันเซบบาธ หรือวันซะบาโต เป็นวันสำคัญที่สุดสำหรับชาวยิว ตรงกับวันเสาร์ ชาวยิวจะมีการจัดทำพิธีกันในบ้านโดยการจุดเทียนแล้วสวดมนต์คิดดุช แล้วอวยพรด้วยการราดเหล้าไวน์บนขนมปัง บิดามารดาก็จะอวยพรให้กับเด็ก ๆ วันเซบบาธเป็นทั้งวันหยุดและวันศึกษาคัมภีร์โตราห์
4.2 วันแห่งการแก้ไข เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในปฏิทินของศาสนายิว เป็นวันแห่งการแก้ไขความประพฤติ จะกระทำในสุเหร่าตลอดทั้งวัน ในวันนี้พระจะเข้าป่าเขาพร้อมกับยืนยันว่า เจ้านายของตนคือพระเจ้า พระจะกล่าวขอความยกโทษจากพระเจ้าทั้งในนามของตนและในนามของชุมชนแห่งอิสราเอล เป็นโอกาสดีส่วนบุคคลและชุมชนในการแสดงความเสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป
4.3 วันแห่งเดือนนิซัน เดือนนิซันแห่งปฏิทินของยิว จะมีงานมหกรรมของชาวยิว 8 วัน งานนี้เป็นงานของการเริ่มต้นของฤดูกาลข้าวบาร์เลย์และยังเป็นพิธีกรรมของฤดูใบไม้ผลิด้วย
5. พิธีสวดมนต์ ชาวยิวจะมีการสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน วันละ 3 เวลา คือ เวลาเช้า บ่าย เย็น บทสวดคำที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือ ชีมา เป็นคำสวดมนต์คำแรกที่สอนให้เด็ก ๆ สวดมนต์ 
6. พิธีชีเดอร์ พิธีกรรมชีเดอร์นี้ จะเริ่มต้นด้วยการร้องเพลงและมักจะร้องเพลงแห่งเพลง ใช้อาหารเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม บรรยากาศจะดำเนินไปด้วยความสนุกสนานร่าเริงและขอบคุณพระเจ้า
พิธีเกี่ยวกับการจาริกแสวงบุญ
1. พิธีชาวูออท เป็นพิธีกรรมจาริกแสวงบุญใช้เวลา 2 วัน เนื่องในโอกาสที่พระเจ้าทรงให้โมเสสเขียนพระบัญญัติของพระองค์ลงในคัมภีร์ของพระองค์ลงในคัมภีร์โตราห์ที่บนภูเขาซีไน
2. พิธีซุกกอท เป็นพิธีกรรมจาริกแสวงบุญมี 9 วัน จะมีการประกอบพิธีเคารพบูชาพระเจ้า จะนำเอาอาปาร์-อาห์ 4 ชนิด คือ ตัวอย่างของต้นปาล์ม ต้นมิร์เทิล ต้นวิโล่ว์ และต้นมะนาว ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ได้มาจากการตีความว่ามีความหมายสำหรับพิธีนี้มาก

 

นิกายสำคัญของศาสนายิวหรือยูดา
ศาสนายิว แม้จะถูกอิทธิพลของศาสนาคริสต์ทำให้รากฐานเดิมเปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดเป็นนิกายต่าง ๆ บางนิกายเปลี่ยนแปลงไปเกือบมองไม่เห็นเค้าเดิมเหลืออยู่ก็มีก็ตาม แต่ก็ยังมีนิกายใหญ่ ๆ ที่สำคัญชัดเจนเป็นของศาสนายิว 3 นิกาย คือ
1. นิกายเอสเซเนส เป็นนิกายที่มีความเคร่งครัดในการประพฤติพรหมจรรย์ สันโดษชอบสงบ เที่ยวไปผู้เดียว ไม่ยอมมีครอบครัว บูชาแสงสว่าง เช่น บูชาดวงประทีป บูชาดวงอาทิตย์ ปฏิเสธจากพลีกาม มีความเชื่อในเทพบริวาร
2. นิกายซาดูคูส หรือเรียกอีกอย่างว่า นิกายยิวปฏิรูป นิกายนี้จะยึดมั่นในบัญญัติ 10 ประการ ปฏิเสธเรื่องไม่มีลายลักษณ์อักษร ปฏิเสธเรื่องเทพเจ้าอื่น เชื่อมั่นในพระยะโฮวาเจ้าแต่พระองค์เดียว แต่ในขณะเดียวกันจะทำตัวให้ทันสมัย พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาลเทศะและสังคม เช่น เปลี่ยนวันซะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์ ทอดทิ้งการปฏิบัติและพิธีกรรมโบราณ
3. นิการยฟาริซี นิกายนี้จะตรงกันข้ามกับนิกายซาดูคูส กล่าวคือ จะยึดมั่นในการปฏิบัติและพิธีกรรมตามโบราณประเพณีอย่างเข้มงวด และถือว่าจารีตที่ปฏิบัติสืบต่อกันมามีความสำคัญยิ่งกว่าเรื่องที่มีลายลักษณ์อักษรในคัมภีร์ เชื่อในเรื่องเทพบริวารและความอมตะของดวงวิญญาณ